วิธีคิด
Business
การจัดการกับไฟล์งาน

การจัดการไฟล์ Digital อย่างดีเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญที่หลายทีมมองข้าม ในการทำงานด้าน Digital ที่มีหลายโปรเจกต์และหลายทีมทำงานพร้อมกัน ไฟล์ที่ไม่ได้จัดระเบียบสามารถสร้างปัญหาได้ตั้งแต่การหาไฟล์ไม่เจอไปจนถึงการส่งไฟล์ผิดเวอร์ชันให้ลูกค้า บทความนี้รวมองค์ประกอบหลักที่ SUFFIX ใช้จริงในการจัดการไฟล์งานให้มีประสิทธิภาพ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานในองค์กรธุรกิจนั้นจะต้องมีการทำงานผ่านไฟล์เอกสารต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทำงานภายในองค์กรและส่งออกไปนอกองค์กร การจัดการไฟล์เอกสารที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาในการทำงานและช่วยส่งเสริมให้การทำงานของคุณเป็นระเบียบ มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งการจัดการกับไฟล์งานที่ดีควรมีองค์ประกอบ ดังนี้
การจัดเก็บไฟล์งานในที่ต่าง ๆ (File Storage)
การทำงานด้วยไฟล์เอกสารคุณจำเป็นต้องจัดการเก็บไฟล์งานในที่ต่าง ๆ เช่น บนไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป หรือบน Cloud Storage เป็นต้น เพราะการที่คุณรู้ว่าไฟล์ของคุณจัดเก็บไว้ที่ไหน จะช่วยให้คุณหาไฟล์ทำงานได้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงช่วยลดปัญหาการปะปนกันของไฟล์ที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่ ซึ่งอาจเกิดปัญหาหาไฟล์งานไม่เจอ ไฟล์หาย หรือต้องทำไฟล์งานใหม่โดยไม่จำเป็น
สร้างโฟลเดอร์ในการเก็บไฟล์ให้เป็นหมวดหมู่ (Document Categories)
เมื่อคุณจัดเก็บไฟล์งานอย่างเป็นระเบียบแล้ว การจัดหมวดหมู่ของไฟล์งานให้อยู่ในโฟลเดอร์หรือ Categories จะทำให้คุณจัดเก็บไฟล์ได้เป็นระบบ โดยสามารถเก็บเป็นหมวดหมู่หรือแบ่งตามประเภท ซึ่งจะช่วยค้นหาไฟล์ได้ง่ายขึ้น ไม่ปะปนกับไฟล์งานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ยกตัวอย่างเช่น การจัดหมวดหมู่เฉพาะภาพ โดยการสร้างโฟลเดอร์ภาพและจัดเก็บเฉพาะไฟล์ภาพในโฟลเดอร์นั้น หรือหมวดหมู่เอกสารที่สามารถสร้างโฟลเดอร์ย่อยเพื่อให้ค้นหาได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น โฟลเดอร์รายละเอียดของงาน (Project Background) โฟลเดอร์สรุปการประชุม (Meeting Summary) และโฟลเดอร์แผนการนำเสนอ (Presentation Plan) เป็นต้น
การตั้งชื่อไฟล์อย่างไรให้ทีมค้นหาได้ง่าย?
การตั้งชื่อไฟล์งานหรือเอกสารที่ดีจะช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้น หลังจากที่คุณจัดเก็บไฟล์อย่างถูกที่และจัดเก็บตามประเภทโฟลเดอร์อย่างเป็นระบบแล้ว การตั้งชื่อไฟล์ที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากจะช่วยให้คุณหาไฟล์ได้ง่ายแล้ว ยังดีต่อเพื่อนร่วมงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับไฟล์งานนั้นที่จะได้รับประโยชน์จากการตั้งชื่อไฟล์ที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยตั้งชื่อไฟล์ตามโปรเจกต์ ตามด้วยหัวข้องานที่เข้าใจได้ชัดเจน และระบุวันที่ทุกครั้งเพื่อให้รู้ว่าไฟล์นั้นมีการอัปเดตครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ซึ่งจะออกมาในรูปแบบ Project Name — Work Type — mm/dd/yy ยกตัวอย่างเช่น
- Project Name — Meeting Summary — 10012021
- Project Name — Plan Presentation — 11022021
- Project Name — Website Design-Home-Desktop HD — 12032021
- Project Name — Wireframe — 01042022
เหตุผลที่เราตั้งชื่อไฟล์ในส่วนของวันที่ด้วย mm/dd/yy เนื่องจากโปรเจกต์ของ SUFFIX ส่วนมากจะจบในหลักเดือน เราจึงยึดหน่วยเดือนเป็นหลักในการตั้งชื่อไฟล์ แล้วจึงตามด้วยวันที่ที่จะอัปเดตตามขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์ต่าง ๆ เรียงตามการอัปเดตอย่างเป็นระเบียบและง่ายต่อการค้นหา
นอกจากนี้ Naming Convention ที่สม่ำเสมอยังช่วยให้ทีมใหม่หรือ Freelancer ที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานสามารถเข้าใจโครงสร้างของโปรเจกต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องถาม ลดเวลาที่ต้องใช้ในการ Onboard และลดความเสี่ยงที่จะเปิดไฟล์ผิดเวอร์ชัน
จัดการไฟล์งานเพื่อลดพื้นที่จัดเก็บ (Reduce Cloud Storage)
แน่นอนว่าการจัดเก็บไฟล์ที่เป็นระเบียบเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่คุณควรมีการเช็คและจัดการไฟล์งานที่ไม่จำเป็นออกไปจากไดรฟ์อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ไดรฟ์เต็มที่อาจส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงหรือการต้องซื้อ Cloud Storage เพิ่มโดยไม่จำเป็น รวมถึงอาจมีบางไฟล์งานที่คุณจัดเก็บมาซ้ำและอาจไม่จำเป็นต้องใช้งาน เช่น ไฟล์งานเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน ไฟล์ที่เกิดจากการเซฟซ้ำ หรือแม้แต่ไฟล์ที่ค้างในถังขยะ เป็นต้น
นอกจากนั้นการนำไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกไปยังช่วยประหยัดเวลาในการเลื่อนค้นหาโปรเจกต์ และลดเวลาการค้นหาไฟล์ในแต่ละโฟลเดอร์ เพราะจะเห็นเฉพาะโปรเจกต์หรืองานที่กำลังดำเนินการอยู่เท่านั้น
ควรกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์งานอย่างไร?
หากคุณต้องทำงานที่มีการส่งต่อหรือแชร์ไฟล์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง การกำหนดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลไฟล์งานถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการกำหนดขอบเขตสามารถทำได้หลายระดับตามความต้องการของคุณ เช่น กำหนดให้สามารถดูไฟล์นั้นได้อย่างเดียว กำหนดให้สามารถคอมเมนต์ไฟล์นั้นได้ หรือกำหนดให้สามารถมีการแก้ไขไฟล์นั้นได้กรณีที่เป็นไฟล์เอกสาร
การกำหนดขอบเขตการเข้าถึงมีความจำเป็นทั้งในแง่ของการแชร์ไฟล์ให้ผู้เกี่ยวข้องทำงานต่อได้ง่าย ไม่กระทบกับไฟล์งานต้นฉบับ รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลที่ต้องมีการอนุญาตการเข้าถึงไฟล์ (Permission) เพื่อให้ไฟล์นั้นเห็นเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
การจัดการเอกสารสำคัญ (Confidential Document)
เอกสารข้อมูลที่มีความสำคัญหรือไม่สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้ เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจ เช่น เอกสารสัญญาว่าจ้างงานและค่าบริการ ข้อมูลโครงการคอนโดใหม่ในอนาคต ไฟล์วิดีโอโฆษณาที่กำลังจะเปิดตัวสินค้า เป็นต้น ไฟล์งานเหล่านี้ควรมีการจัดเก็บที่ปลอดภัยและจัดเก็บเฉพาะที่ รวมถึงต้องมีการกำหนดการอนุญาตการเข้าถึงไฟล์ข้อมูล ซึ่งผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบในขอบเขตงานนั้นเท่านั้น
โครงสร้างการจัดเก็บไฟล์งานของ SUFFIX
การทำงานของ SUFFIX เราจัดการไฟล์งานบน Google Drive เป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูลบนไดรฟ์นี้ได้ โดยไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ออฟฟิศหรือ Work from Home ก็จะสามารถเข้าถึงไฟล์งานที่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสามารถแชร์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือลูกค้าได้เช่นกัน
เราจัดแบ่งหมวดหมู่ไฟล์งานตามโฟลเดอร์ด้วยชื่อบริษัทลูกค้า/ชื่อแบรนด์ แล้วแยกย่อยด้วยหมวดหมู่/ประเภทงานต่าง ๆ ได้แก่ Artwork (ไฟล์งานออกแบบที่พร้อมใช้งาน), Preview (ไฟล์ที่ใช้นำเสนอลูกค้า), Source (ไฟล์ต้นฉบับที่แก้ไขได้), Document (เอกสารประกอบโปรเจกต์) และ Presentation (ไฟล์สำหรับประชุมและนำเสนองาน) โครงสร้างนี้ออกแบบให้สอดคล้องกับ workflow จริง ตั้งแต่ขั้นตอนการรับบรีฟไปจนถึงการส่งมอบงาน รวมถึงการตั้งชื่อโฟลเดอร์ตามวันที่บันทึกไฟล์งาน และตั้งชื่อไฟล์ที่ระบุหัวข้องานและวันที่เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา
สรุป
จะเห็นได้ว่าการใส่ใจในการจัดการไฟล์งานอย่างเป็นระบบจะช่วยเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและช่วยลดปัญหาและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการทำงาน ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบไฟล์ที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นระเบียบ แต่เป็นรากฐานที่ทำให้ระบบอื่น ๆ ในทีมไม่ว่าจะเป็นการประสานงาน การส่งมอบงาน หรือการ Onboard ทีมใหม่ สามารถทำงานได้ราบรื่นตามไปด้วย
คำถามที่พบบ่อย
ควรใช้ Cloud Storage อะไรสำหรับทีมที่ทำงานแบบ Remote?
File Naming Convention ที่ดีควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
ควรทำ Clean Up ไฟล์บ่อยแค่ไหน?
ความแตกต่างระหว่าง View, Comment และ Edit Permission คืออะไร?
เขียนโดย
Account Executive
รมิดา จันทร์หง่อม