วิธีคิด

Business

The Brand Framework Series: Brand Personality Spectrum บุคลิกแบรนด์ที่ออกแบบและวัดได้

<p>The Brand Framework Series: Brand Personality Spectrum บุคลิกแบรนด์ที่ออกแบบและวัดได้</p>

Brand Personality Spectrum คือ Framework ของ Jennifer Aaker ที่กำหนดบุคลิกของแบรนด์ผ่าน 5 มิติ ได้แก่ Sincerity, Excitement, Competence, Sophistication และ Ruggedness โดยระบุตำแหน่งของแต่ละมิติเป็นตัวเลขที่วัดได้ เหมาะใช้เมื่อการสื่อสารของแบรนด์ขาดเอกลักษณ์ที่จดจำได้ ประโยชน์คือทำให้ทีมสื่อสารในทิศทางเดียวกันทุก Touchpoint อย่างสม่ำเสมอ

Brand Personality Spectrum คืออะไร และมาจากไหน

Brand Personality Spectrum ถูกเสนอโดย Jennifer Aaker นักวิจัยจาก Stanford Graduate School of Business ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Marketing Research ในปี 1997 ภายใต้ชื่อ Dimensions of Brand Personality งานวิจัยชิ้นนี้กลายเป็นหนึ่งในเอกสารอ้างอิงที่ถูกอ้างมากที่สุดในวงการ Brand Management และเป็นพื้นฐานของการวัดบุคลิกภาพแบรนด์ทั้งในวงวิชาการและในแผนกแบรนด์ขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หลักการพื้นฐานของ Framework คือบุคลิกของแบรนด์สามารถถอดออกเป็น 5 มิติที่ครอบคลุมและทดสอบได้ทางสถิติ ในตลาดที่ทุกแบรนด์เข้าถึงเครื่องมือสื่อสารเดียวกัน ใช้ Platform เดียวกัน และจ้างทีม Creative จากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพูดดังกว่า แต่อยู่ที่ใครฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ไหน

บุคลิกของแบรนด์จึงไม่ใช่เรื่องความสวยงามของคอนเทนต์ แต่เป็นโครงสร้างที่กำหนดว่าแบรนด์จะถูกจดจำในรูปแบบใด และจะเชื่อมโยงกับลูกค้าได้ลึกแค่ไหน Brand Personality Spectrum เปลี่ยนเรื่องนี้จากสัญชาตญาณให้กลายเป็นระบบที่ออกแบบ ทดสอบ และควบคุมได้ จุดที่ทำให้ Framework แตกต่างจาก Brand Guideline ทั่วไปคือการระบุตำแหน่งบน Spectrum ด้วยน้ำหนักที่วัดได้ ไม่ใช่เพียงคำคุณศัพท์ที่ตีความได้หลายแบบ

 

หลักการสำคัญและขั้นตอน

ห้ามิติของ Brand Personality Spectrum ทำงานเป็น Spectrum ไม่ใช่ตัวเลือกแบบเด็ดขาด

Sincerity คือมิติของความจริงใจ อบอุ่น น่าไว้วางใจ แบรนด์ที่มี Sincerity สูงมักสื่อสารด้วยน้ำเสียงใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับการฟังมากกว่าการประกาศ

Excitement คือมิติของความกระตือรือร้น กล้าลอง กล้าต่างจากกรอบ แบรนด์ที่มี Excitement สูงจะสื่อสารในโทนที่มีพลังงานและไม่กลัวการทดลอง

Competence คือมิติของความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ และมีความเป็นมืออาชีพ แบรนด์ที่ตั้ง Competence เป็นแกนนำมักเลือกใช้ข้อมูล หลักฐาน และความแม่นยำ

Sophistication คือมิติของความประณีต มีรสนิยม และมีความพิเศษ การสื่อสารของแบรนด์ที่มี Sophistication สูงจะดูแลทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกคำไปจนถึงการวางโครงสร้างประโยค

Ruggedness คือมิติของความทนทาน ดิบ ตรงไปตรงมา แบรนด์ที่ใช้ Ruggedness เป็นแกนนำจะสื่อสารในโทนที่ไม่ตกแต่งและภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง

 

ขั้นตอนการนำไปใช้แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือการระบุตำแหน่งบน Spectrum ด้วยน้ำหนักที่วัดได้ การบอกว่าแบรนด์ต้องการเป็นมืออาชีพยังคลุมเครือเกินกว่าจะใช้งานจริง แต่การระบุว่า Competence อยู่ที่ 70%, Sincerity ที่ 50% และ Excitement ที่ 20% ทำให้ทีมเห็นน้ำหนักของแต่ละมิติและเข้าใจได้ทันทีว่าเมื่อต้องตัดสินใจระหว่างสองทางเลือก ควรให้น้ำหนักด้านไหนมากกว่า

ส่วนที่สองคือการถอดบุคลิกออกมาเป็นกฎการสื่อสารที่จับต้องได้ ระบุว่าแบรนด์ใช้คำศัพท์ระดับใด สรรพนามแบบไหน ประโยคยาวหรือสั้น ใช้อารมณ์ขันได้หรือไม่ จัดการกับคำติอย่างไร ตอบคำถามยากในแบบไหน สิ่งเหล่านี้ต้องถูกแปลงจากคำคุณศัพท์เป็นข้อปฏิบัติ เพราะทีมไม่ได้ทำงานกับคำว่าอบอุ่น แต่ทำงานกับประโยคที่ต้องส่งออกไปทุกวัน

ส่วนที่สามคือการเก็บตัวอย่างจริงไว้เป็น Reference ไม่ใช่แค่รายการ Do และ Don't แต่เป็นข้อความที่เกิดขึ้นจริงบนโซเชียล อีเมล หน้าร้าน หรือในการสนทนากับลูกค้า ซึ่งได้รับการประเมินว่าสะท้อน Personality ที่กำหนดอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ฟินเทคที่กำหนด Competence 70%, Sincerity 50%, Excitement 20% จะเขียน Copy ที่นำด้วยข้อมูลและหลักฐาน เสริมด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง และใช้ภาษาที่กระตือรือร้นในจุดที่เหมาะ ไม่ใช่ทุกจุด

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)

ข้อผิดพลาดแรกคือการพยายามอยู่กึ่งกลางทุกมิติเพื่อไม่ให้เสียกลุ่มลูกค้าใด ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ไม่ได้ใจกลุ่มไหนเลย ยิ่งตำแหน่งห่างจากจุดกึ่งกลางของ Spectrum มากเท่าไหร่ แบรนด์ยิ่งมีโอกาสถูกจดจำได้ชัดเจนขึ้น

ข้อผิดพลาดที่สองคือการเลือกหลายมิติเป็นแกนนำพร้อมกัน เมื่อทุกมิติสำคัญเท่ากันหมด ทีมจะตัดสินใจไม่ได้เมื่อต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่ขัดกัน แนวปฏิบัติที่ได้ผลคือการเลือกมิติหลักหนึ่งมิติและมิติรองหนึ่งถึงสองมิติเพื่อเสริมความลึก

ข้อผิดพลาดที่สามคือการเขียน Brand Guideline ที่ใช้คำกว้างโดยไม่ลงรายละเอียดที่ทีมใช้งานได้จริง เอกสารที่กว้างจะไม่ถูกหยิบขึ้นมาอ่านและกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าในที่สุด

ข้อผิดพลาดที่สี่คือการเปลี่ยน Personality บ่อยตามแคมเปญ การเปลี่ยน Personality สำหรับแต่ละแคมเปญทำลายโอกาสของการสะสมการจดจำ และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพบหลายแบรนด์ที่สวมชื่อเดียวกัน

ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการกำหนด Personality ในช่วงที่ธุรกิจยังหา Product-market Fit ไม่เจอ การ Lock In ทิศทางในช่วงนี้จะนำไปสู่การรื้อใหม่ในภายหลังด้วยต้นทุนที่สูงกว่า

 

เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์

Brand Personality Spectrum เจาะที่บุคลิกของแบรนด์ ในขณะที่ Brand DNA Model มองตัวตนแบรนด์เป็นโครงสร้าง 7 ส่วนที่รวม Personality เป็นหนึ่งในนั้น Personality จาก Aaker จึงทำงานเป็น Sub-framework ภายใน Brand DNA Model

เมื่อเทียบกับ The Golden Circle ของ Simon Sinek ที่ให้ทิศทางการสื่อสาร Personality Spectrum ให้น้ำเสียงของการสื่อสารนั้น Why จาก Golden Circle บอกว่าจะพูดเรื่องอะไร Personality บอกว่าจะพูดอย่างไร

เมื่อเทียบกับ Customer-Based Brand Equity (CBBE) ของ Kevin Lane Keller ที่วัดความแข็งแรงในใจลูกค้า Personality Spectrum สร้าง Imagery ใน CBBE และส่งผลต่อ Feelings ในชั้น Response

เมื่อเทียบกับ The Brand Gap และ ZAG ของ Marty Neumeier ที่เน้น Radical Differentiation Personality Spectrum ให้เครื่องมือในการแสดงออกของความแตกต่างนั้นในระดับการสื่อสารรายวัน Onliness จาก ZAG ระบุว่าแบรนด์เป็นใคร Personality บอกว่าแบรนด์พูดอย่างไร

เมื่อเทียบกับ StoryBrand Framework (SB7) ของ Donald Miller ที่จัดโครงสร้างการเล่าเรื่อง Personality Spectrum กำหนดน้ำเสียงที่ Guide ใน SB7 ใช้ในการเล่า ส่วน Challenger Brand Archetypes ของ Adam Morgan ที่เน้นท่าทีต่อตลาด Archetype ที่เลือกมักกำหนดน้ำหนักของ Personality ที่จะใช้

 

เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ Brand Personality Spectrum

ธุรกิจที่ยังไม่เจอกลุ่มลูกค้าจริง ยังปรับ Positioning ถี่ หรือยังอยู่ในช่วงที่สินค้าหลักยังไม่นิ่ง การกำหนดบุคลิกในช่วงที่ธุรกิจยังค้นหาตัวเองจะนำไปสู่การ Lock In ทิศทางที่อาจไม่ตรงกับความจริงของตลาด

ธุรกิจที่ขายสินค้า Commodity ในตลาด B2B ที่การตัดสินใจซื้อใช้สเปคและราคาเป็นหลัก เพราะกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไม่ได้รับรู้ Personality ของแบรนด์ในระดับการตัดสินใจ

ธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายตลาดที่มีวัฒนธรรมต่างกันมาก โดยไม่มีทีม Local ในแต่ละตลาด เพราะ Personality ที่กำหนดในวัฒนธรรมหนึ่งอาจตีความต่างกันในอีกวัฒนธรรม

องค์กรที่ไม่มีกระบวนการรักษาความสอดคล้องของการสื่อสาร เพราะการกำหนด Personality โดยไม่มีระบบตรวจสอบจะไม่ให้ผลตอบแทน Framework นี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายในองค์กรใช้ Reference เดียวกัน

 

ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล

สำหรับธุรกิจดิจิทัล Brand Personality Spectrum ใช้ในการกำหนดน้ำเสียงของทุก Touchpoint ที่ลูกค้าเจอ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเฉพาะทางที่ขายเครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศ การกำหนด Sincerity 70%, Ruggedness 60%, Sophistication 30%, Excitement 30% และ Competence 40% จะแปลออกมาเป็นน้ำเสียงในทุกช่องทาง

หน้าเว็บจะใช้ภาษาที่เป็นกันเอง พูดถึงผู้ผลิตเป็นชื่อจริงพร้อมเรื่องราว ไม่ใช่ข้อมูล Spec ของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก อีเมล Onboarding จะเล่าที่มาของแต่ละสินค้าก่อนถึงโปรโมชัน ทีม Customer Service จะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ Template ที่เป็นทางการเกินไป โพสต์โซเชียลจะใช้ภาพและวิดีโอจากภายในโรงผลิตและฟาร์ม ไม่ใช่ Stock Photo

เมื่อแบรนด์มี Personality ที่ชัดเจน การทำงานของทีมจะสอดคล้องกันมากขึ้น ทีมใหม่ Onboard ได้เร็วขึ้น การ Brief Agency หรือ Freelance Copywriter ใช้เวลาน้อยลง และการแก้งานลดลง เพราะทุกฝ่ายมีเกณฑ์ร่วมในการตัดสินใจ

ผลลัพธ์จะสะสมข้ามทุก Channel เมื่อลูกค้าเจอแบรนด์ผ่าน Instagram แล้วได้รับอีเมล เข้าชมเว็บไซต์ หรือพบแบรนด์ในช่องทางอื่น จะรู้สึกคุ้นเคยได้ทันที เพราะการสื่อสารมีบุคลิกที่สม่ำเสมอในทุก Touchpoint

สำหรับธุรกิจดิจิทัลที่ขยายไปต่างประเทศ Personality Spectrum ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ที่ทีม Local แต่ละประเทศใช้ปรับการสื่อสารโดยรักษาแกนหลักไว้ น้ำเสียง 70% Sincerity ในภาษาไทยอาจแสดงออกต่างจากในภาษาอังกฤษ แต่ความรู้สึกที่ลูกค้าได้รับควรอยู่ในระนาบเดียวกัน เกณฑ์นี้ลดความเสี่ยงของการที่แบรนด์กลายเป็นหลายแบรนด์ในประเทศต่าง ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Brand Personality Spectrum ต่างจาก Brand Identity อย่างไร?
Brand Identity คือองค์ประกอบที่มองเห็นได้ เช่น โลโก้, สี และ Typography ในขณะที่ Brand Personality Spectrum เป็น Framework ที่กำหนดว่าแบรนด์จะรู้สึกอย่างไรในสายตาลูกค้า ทั้งสองทำงานร่วมกัน แต่ Personality เป็นพื้นฐานที่กำหนดทิศทางของ Identity ไม่ใช่ในทางกลับกัน
แบรนด์ควรเลือกกี่มิติใน Brand Personality Spectrum?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนวปฏิบัติที่ได้ผลคือการเลือกมิติหลักหนึ่งมิติที่ใช้นำการสื่อสารทั้งหมด และมิติรองหนึ่งถึงสองมิติที่เสริมเพื่อสร้างความลึก ปัญหาที่พบบ่อยคือการพยายามอยู่กึ่งกลางทุกมิติเพื่อไม่ให้เสียกลุ่มลูกค้าใด ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ไม่ได้ใจกลุ่มไหนเลย
ธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพควรทำ Brand Personality Framework ไหม?
ควรทำ ถ้าสินค้าหลักนิ่งและเริ่มเจอกลุ่มลูกค้าจริงแล้ว ขนาดของธุรกิจไม่ใช่เงื่อนไข แต่ความพร้อมของธุรกิจต่างหากที่สำคัญ สตาร์ทอัพที่ยังปรับ Positioning ถี่หรือยังทดสอบ Product-market Fit ควรรอก่อน เพราะการกำหนดบุคลิกก่อนที่ธุรกิจจะนิ่งจะนำไปสู่การรื้อใหม่ในภายหลังด้วยต้นทุนที่สูงกว่า
Brand Personality Framework ใช้เวลานานแค่ไหนในการทำ?
โดยเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งถึงสามวัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลและจำนวนผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทีมงานที่ต้องการมีเพียงผู้บริหารที่เข้าใจทิศทางของแบรนด์และคนที่ดูแลการสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องจ้าง Agency เฉพาะทาง และผลลัพธ์ที่ได้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเป็นปีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่

Share

เขียนโดย
Director

เจตน์ เศรษฐฐิติ