วิธีคิด

Business

The Brand Framework Series: Cultural Brand Strategy สร้างแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

<p>The Brand Framework Series: Cultural Brand Strategy สร้างแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม</p>

Cultural Brand Strategy คือกรอบวิเคราะห์โดย Douglas Holt ที่อธิบายว่าแบรนด์สามารถสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคผ่านความหมายและอุดมการณ์ ไม่ใช่ผ่านคุณสมบัติของสินค้า โดยอาศัยการถอดรหัสขนบของอุตสาหกรรม (Cultural Orthodoxy) ค้นหาช่องว่างที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมสร้างไว้ (Ideological Opportunity) และเข้ายึดครองพื้นที่นั้นด้วยอุดมการณ์ที่มี Source Material จริงรองรับ Framework นี้มีประโยชน์ที่สุดเมื่อการแข่งขันในตลาดยกระดับขึ้นสู่ระดับวัฒนธรรมแล้ว

แบรนด์ที่รักษาตำแหน่งในใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน มักไม่ใช่รายที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นรายที่มีจุดยืนทางวัฒนธรรมชัดเจนที่สุด Cultural Brand Strategy เป็นกรอบวิเคราะห์ที่อธิบายกลไกของปรากฏการณ์นี้

 

Cultural Brand Strategy คืออะไร และมาจากไหน

Cultural Brand Strategy ถูกพัฒนาขึ้นโดย Douglas Holt อดีตศาสตราจารย์ Marketing ที่ Harvard Business School และ Saïd Business School (University of Oxford) ผ่านหนังสือ How Brands Become Icons: The Principles of Cultural Branding ตีพิมพ์โดย Harvard Business Review Press ในปี 2004 Holt วิจัยเปรียบเทียบ Iconic Brands ในศตวรรษที่ 20 และพบว่าแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไม่ได้แข่งขันในระดับ Product Benefit หรือ Mind-Share เหมือนแบรนด์ทั่วไป แต่แข่งขันในระดับ Identity Myth ที่ตอบสนองความตึงเครียดทางวัฒนธรรมของยุคนั้น

Framework เริ่มต้นจากการถอดรหัสสิ่งที่เรียกว่า Cultural Orthodoxy หรือขนบที่ทุกแบรนด์ในตลาดเดียวกันทำซ้ำจนกลายเป็นเรื่องปกติ ขนบนี้รวมถึงคำสัญญาที่มีต่อผู้บริโภค ภาพลักษณ์ที่นำเสนอ โครงสร้างราคา และวิธีวางตำแหน่งสินค้า การถอดรหัส Cultural Orthodoxy มีความสำคัญเพราะแบรนด์ไม่สามารถท้าทายสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็นได้

 

หลักการสำคัญและขั้นตอน

Cultural Orthodoxy คือขนบของอุตสาหกรรมที่ฝังลึกจนทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ ยิ่งขนบนั้นได้รับการยอมรับมากเท่าไร การท้าทายก็ยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดได้มากเท่านั้น

Social Disruption คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ที่ทำให้ความหมายเดิมไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนอีกต่อไป อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ ค่านิยม เทคโนโลยี หรือการเข้าถึงข้อมูล

Ideological Opportunity คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตลาดนำเสนอกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหา เกิดขึ้นเมื่อขนบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน

Source Material คือวัตถุดิบที่มีอยู่จริงในวัฒนธรรมย่อย ขบวนการทางสังคม สื่อ หรือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของแบรนด์เอง ซึ่งนำมาใช้สร้างอุดมการณ์ของแบรนด์ Source Material ต้องมีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์ประดิษฐ์ขึ้น เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันแยกแยะได้ระหว่างจุดยืนที่แท้จริงกับการตลาดที่สร้างภาพ

Cultural Innovation ประกอบด้วย 3 ชั้นที่ต้องทำงานสอดคล้องกัน ได้แก่ Ideology (อุดมการณ์), Narrative (เรื่องเล่า) และ Cultural Codes (บรรจุภัณฑ์, ภาษา, ภาพ, เสียง, ราคา และช่องทางจัดจำหน่าย) โดย Cultural Codes ไม่ใช่การออกแบบเพื่อความสวยงาม แต่เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าอุดมการณ์ของแบรนด์ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสอดคล้อง ไม่ใช่เพียงคำประกาศหรือคำโฆษณา

 

ตัวอย่างใน Personal Care และ Beauty

ขนบดั้งเดิมของอุตสาหกรรมคือการสื่อสารภาพความงามที่สมบูรณ์แบบ การตั้งราคาพรีเมียม และการใช้ภาษาที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ายังดีไม่พอ Social Disruption เกิดขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับมาตรฐานความงาม หันมาศึกษาส่วนผสมด้วยตนเอง และคาดหวังความโปร่งใสจากแบรนด์มากขึ้น

แบรนด์ที่ยึดอุดมการณ์เรื่องความหลากหลายจึงเลือกใช้ Cultural Codes ที่ปฏิเสธการรีทัชภาพ และนำเสนอผู้คนจริงที่มีรูปลักษณ์หลากหลาย ขณะที่แบรนด์ที่ยึดอุดมการณ์เรื่องความโปร่งใสสะท้อนจุดยืนผ่านบรรจุภัณฑ์เรียบง่ายคล้ายเวชภัณฑ์ พร้อมใช้ชื่อสารสำคัญหรือส่วนผสมตามจริง แทนการสื่อสารด้วยคำโฆษณาที่คลุมเครือ

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)

ประกาศอุดมการณ์โดยไม่มี Source Material รองรับ การสร้างจุดยืนจากการคิดในห้องประชุมโดยไม่มีฐานทางวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง ทำให้ผู้บริโภคจับได้ว่าเป็นการตลาดที่สร้างเรื่อง ไม่ใช่ความเชื่อจริงของแบรนด์

Cultural Codes ที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ที่ประกาศ แบรนด์ที่ชูความโปร่งใสแต่ยังใช้ภาษาการตลาดปกปิดข้อมูลในบางส่วน หรือชูความหลากหลายแต่ยังเลือกใช้ภาพแบบเดิมของอุตสาหกรรม จะถูกผู้บริโภคจับความไม่สอดคล้องได้เร็ว

พยายามเป็นมิตรกับทุกกลุ่ม แบรนด์ที่ไม่ขัดใจใครเลยหมายถึงไม่ยืนหยัดในสิ่งใดเลย Cultural Innovation ต้องการอุดมการณ์ที่ชัดพอจะทำให้บางคนเห็นด้วยอย่างแน่วแน่ในขณะที่บางคนไม่เห็นด้วย

ใช้ Cultural Strategy ก่อนสินค้าและการดำเนินงานพร้อม จุดยืนทางวัฒนธรรมที่ไม่มีสินค้าและการดำเนินงานรองรับจะเปราะบาง เมื่อผู้บริโภคตรวจสอบแล้วพบว่าแบรนด์พูดสิ่งหนึ่งแต่ทำอีกสิ่ง ความเสียหายจะรุนแรงกว่าการไม่ชูจุดยืนตั้งแต่แรก

สับสน Social Disruption กับ Trend ระยะสั้น Cultural Innovation ต้องอ่าน Disruption ที่ลึกพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวัฒนธรรม ไม่ใช่ Trend ที่ผ่านไปใน 2-3 ปี การลงทุนใน Trend ระยะสั้นทำให้แบรนด์ต้องปรับจุดยืนใหม่บ่อยจนเสียความน่าเชื่อถือ

 

เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์

Cultural Brand Strategy ของ Holt ทำงานในระดับ Identity Myth ที่ตอบสนอง Cultural Tension ในขณะที่ Primal Branding ของ Patrick Hanlon มองแบรนด์เป็นระบบความเชื่อภายในที่มี 7 องค์ประกอบล็อกกัน ทั้งสองทำงานในระดับ Meaning เหมือนกัน Holt เน้นการอ่านสัญญาณภายนอกของวัฒนธรรม Hanlon เน้นโครงสร้างภายในที่แบรนด์ควบคุมได้

เทียบกับ Brand Activism Model ของ Philip Kotler และ Christian Sarkar Cultural Brand Strategy เป็นชั้นที่อยู่เหนือกว่า เพราะกำหนดทิศทางของอุดมการณ์ ส่วน Brand Activism กำหนดมิติ (Social, Legal, Economic, Political, Environmental, Workplace) และความเข้มข้น (Progressive หรือ Regressive) ของการแสดงจุดยืน เมื่อ Cultural Strategy ระบุอุดมการณ์ Brand Activism จะระบุว่าจะเคลื่อนไหวในสนามใด

Brand Role in Society ของ Interbrand แตกบทบาทของแบรนด์ต่อสังคมออกเป็น 6 มิติ ใช้คู่กับ Cultural Brand Strategy ได้ดี Holt บอกว่าควรยึดอุดมการณ์ใด Interbrand บอกว่าควรแสดงบทบาทใดต่อสังคมเพื่อให้อุดมการณ์นั้นจับต้องได้

ในระดับการส่งมอบประสบการณ์ Brand Experience ของ Bernd Schmitt และ Sensory Branding ของ Martin Lindstrom เป็นเครื่องมือที่ทำให้ Cultural Codes ปรากฏในจุดสัมผัสจริง ส่วน The Elements of Value ของ Bain ช่วยวัดว่าอุดมการณ์ที่แบรนด์ยึดส่งมอบคุณค่าในชั้น Life Changing และ Social Impact ของลูกค้าได้สำเร็จหรือไม่

 

เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ Cultural Brand Strategy

แบรนด์ที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาสินค้าหลัก ยังไม่มั่นใจในคุณภาพพื้นฐาน หรือยังไม่มีฐานลูกค้าที่มากพอสำหรับการสร้างขบวนการทางวัฒนธรรม ควรชะลอ Framework นี้ไว้ก่อน จุดยืนทางวัฒนธรรมที่ไม่มีสินค้าและการดำเนินงานรองรับจะเปราะบาง

ตลาดที่ขนบยังไม่อิ่มตัวและการแข่งขันยังเป็นเรื่องของฟีเจอร์และราคา ก็ไม่ใช่บริบทที่ Cultural Brand Strategy ให้ผลตอบแทนสูงสุด การยกเรื่องอุดมการณ์ขึ้นมาในตลาดที่ผู้บริโภคยังตัดสินใจด้วยฟีเจอร์จะถูกมองว่าเป็นเรื่องนอกประเด็น

ผู้นำแบรนด์ที่ไม่พร้อมรับผลกระทบของการมีจุดยืน การประกาศอุดมการณ์ที่ท้าทายขนบของอุตสาหกรรมย่อมมีผู้ไม่เห็นด้วยเสมอ ถ้าผู้นำพร้อมถอยจากจุดยืนเมื่อเจอแรงต้าน Framework จะกลายเป็นโทษมากกว่าประโยชน์

 

ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล

ที่ SUFFIX เราใช้ Cultural Brand Strategy เมื่อทำงานกับลูกค้าที่อยู่ในตลาดที่อิ่มตัวระดับฟีเจอร์และต้องการสร้างความแตกต่างในระดับความหมาย ขั้นตอนแรกคือการทำ Cultural Orthodoxy Audit ของอุตสาหกรรม ระบุว่าทุกแบรนด์ในหมวดกำลังพูดเรื่องเดียวกันด้วยวิธีการเดียวกันอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ภาษาที่ใช้บนเว็บไซต์ ภาพที่เลือก โครงสร้างราคา ไปจนถึง Onboarding Flow ที่เกือบจะเป็น Template เดียวกัน

จากนั้นทีมจะอ่าน Social Disruption ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ของลูกค้า เช่น การเปลี่ยนวิธีทำงานของ Knowledge Worker หลังโควิด การเติบโตของ AI ที่เปลี่ยนนิยามของผลิตภาพ หรือการเปลี่ยนวิธีบริโภคข้อมูลของคนรุ่นใหม่ Disruption เหล่านี้สร้าง Ideological Opportunity ที่แบรนด์เดิมในตลาดยังไม่ได้เข้าไปยึด

ตัวอย่างที่ทำงานจริง สำหรับลูกค้าที่เป็น Productivity Tool ในตลาดที่คู่แข่งทุกรายชูเรื่องประสิทธิภาพ ทีมวิเคราะห์ว่า Cultural Orthodoxy คือการบอกผู้ใช้ว่าควรทำงานได้มากขึ้นในเวลาเดียวกัน Social Disruption ที่เกิดขึ้นคือกลุ่มผู้ใช้ที่เริ่มต่อต้านวัฒนธรรม Hustle และมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานน้อยลงแต่มีความหมายมากขึ้น Source Material คือขบวนการ Slow Productivity และงานเขียนของ Cal Newport แบรนด์ยึดอุดมการณ์ Intentional Work และแปลงเป็น Cultural Codes ที่ปรากฏในทุก Touchpoint ตั้งแต่ภาษาที่ใช้ใน UI การออกแบบ Notification ที่ไม่กระตุ้นความเร่งรีบ ไปจนถึง Pricing ที่ไม่ใช้ Urgency เป็น Trigger ผลคือฐานลูกค้าที่ผูกพันในระดับอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์

คำถามที่พบบ่อย

Cultural Brand Strategy ต่างจาก Brand Positioning ปกติอย่างไร
Brand Positioning ปกติเน้นการสื่อสารว่าสินค้าหรือบริการดีกว่าคู่แข่งในด้านใด เช่น ราคา คุณสมบัติ หรือกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ Cultural Brand Strategy เน้นการยึดครองอุดมการณ์ที่ผู้บริโภคต้องการใช้ประกาศตัวตน Positioning ตอบคำถามว่าสินค้านี้ทำอะไรได้ดีกว่า ส่วน Cultural Strategy ตอบคำถามว่าแบรนด์นี้เชื่อในอะไร
Cultural Codes คืออะไรและต่างจาก Brand Identity อย่างไร
Brand Identity คือองค์ประกอบที่มองเห็นได้ เช่น โลโก้ สี และ Typography ในขณะที่ Cultural Codes คือสัญญาณทั้งหมดที่แบรนด์ส่งออกไปเพื่อพิสูจน์ว่าอุดมการณ์ที่ประกาศไว้เป็นเรื่องจริง ครอบคลุมตั้งแต่ภาษาที่ใช้ โครงสร้างราคา ช่องทางจัดจำหน่าย บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงวิธีจัดการกับคำวิจารณ์ Cultural Codes ที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์คือสาเหตุหลักที่ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ไม่จริงใจ
Functional Halo คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร
Functional Halo คือปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคซึ่งผูกพันกับแบรนด์ในระดับอุดมการณ์จะรับรู้คุณภาพของสินค้าสูงกว่าคุณภาพที่วัดได้ด้วยเกณฑ์กลาง เกิดขึ้นเมื่อความเชื่อมั่นในจุดยืนของแบรนด์ขยายไปสู่การตัดสินคุณภาพสินค้าโดยอัตโนมัติ ผลคือแบรนด์สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าที่ต้นทุนและคุณสมบัติจะรองรับ
ธุรกิจ SME สามารถทำ Cultural Brand Strategy ได้ไหม
ได้ และในบางกรณี SME มีข้อได้เปรียบมากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ เพราะการเปลี่ยนแปลง Cultural Codes ในทุกระดับขององค์กรทำได้เร็วกว่า เงื่อนไขสำคัญไม่ใช่ขนาดของธุรกิจ แต่คือความชัดเจนของ Source Material ที่รองรับอุดมการณ์ และความสม่ำเสมอในการแปลอุดมการณ์ลงสู่ทุกจุดสัมผัส

Share

เขียนโดย
Digital Marketer

ฉัตริน อินทร์เมือง