วิธีคิด

Marketing

สัดส่วนของการใช้งบประมาณ (Cost Structure) มีประโยชน์อย่างไรกับการเสนอแผนการตลาด

<p>สัดส่วนของการใช้งบประมาณ (Cost Structure) มีประโยชน์อย่างไรกับการเสนอแผนการตลาด</p>

Cost Structure หรือสัดส่วนของการใช้งบประมาณการตลาด คือการแบ่งงบออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ Planning, Content Production, Influencer Marketing, Media Buyer และ Media Management เพื่อให้แต่ละส่วนทำงานได้อย่างมีทิศทางและวัดผลได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยวางแผน งบประมาณ digital marketing ให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ

งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผน ดำเนินงาน วัดผล และปรับปรุงแผนการตลาดให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ โดยทั่วไปจะมีการแบ่งสัดส่วนของงบประมาณในงานมาร์เก็ตติ้งออกเป็น 5 หมวดหลัก ดังนี้

 

การวางแผนและกลยุทธ์ (Planning and Strategy)

ใช้ในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการตลาด รวมไปถึงการทำความเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า งบในส่วนนี้ครอบคลุมการวิจัยตลาด การวิเคราะห์คู่แข่ง และการออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ทำให้ทุกหมวดงบประมาณที่เหลือทำงานได้อย่างมีทิศทาง หากข้ามขั้นตอนนี้ไป ค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้

 

การผลิตเนื้อหา (Content Production)

ใช้สำหรับการผลิตวิดีโอ ภาพถ่าย กราฟิก และเนื้อหาสำหรับใช้ในงานมาร์เก็ตติ้ง เพื่อช่วยสร้างการดึงดูด ความน่าสนใจ และความประทับใจให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมไปถึงการทำบทความและบล็อกโพสต์ เพื่อสร้างความรู้และความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์หรือบริการสำหรับกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาที่ดีไม่ได้แค่ดึงดูดสายตา แต่ยังช่วยสร้าง Brand Awareness และ SEO ในระยะยาวได้ด้วย ดังนั้นการลงทุนในส่วนนี้จึงมักให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าการใช้งบในโฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

การใช้ผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing)

ในปัจจุบันการใช้ผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์สามารถช่วยกระจายข่าวสารและสร้างความน่าสนใจให้กับแบรนด์ในกลุ่มเป้าหมายได้ การเลือก Influencer ที่ตรงกับ Persona ของกลุ่มเป้าหมายมีความสำคัญมากกว่าการเลือกจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว เพราะ Micro-Influencer ที่มีความเฉพาะทางมักสร้าง Engagement และความน่าเชื่อถือได้สูงกว่าในบางกรณี งบประมาณในส่วนนี้จึงควรพิจารณาร่วมกับเป้าหมายของแคมเปญว่าต้องการ Reach กว้าง หรือต้องการ Engagement ที่ลึก

 

การซื้อสื่อโฆษณา (Media Buyer)

เป็นการซื้อโฆษณาไม่ว่าจะเป็นทาง Google Ads, Facebook Ads, Instagram Ads และโฆษณาบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ งบในส่วนนี้มักเป็นหมวดที่ยืดหยุ่นสูงสุด เพราะสามารถปรับขึ้นลงได้ตามผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ข้อดีของการซื้อสื่อโฆษณาออนไลน์คือมีข้อมูล Performance แบบ Real-time ทำให้ทีมสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเพิ่มหรือลดงบในแต่ละแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว

 

การบริหารจัดการสื่อ (Media Management) และการดำเนินงาน (Operations)

เป็นส่วนสุดท้ายที่ช่วยสร้างและบริหารจัดการช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ รวมไปถึงการจัดการและการบริหารโครงการและประสานงานในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนนี้มักถูกมองข้ามในการวางงบประมาณ แต่ในความเป็นจริงการบริหารจัดการที่ดีช่วยให้แคมเปญดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาดระหว่างทีม และทำให้การรายงานผลมีความแม่นยำมากขึ้น

 

วิธีที่ SUFFIX ใช้ Cost Structure ในการนำเสนองาน

สำหรับการทำงานของ SUFFIX นั้น นอกเหนือจากการทำแผนการดำเนินงานตลอดทั้งโปรเจคเพื่อนำเสนอต่อลูกค้าไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือบริษัท Start-up แล้ว ทีม SUFFIX จะมีการประเมินงบประมาณที่จะต้องใช้งาน และคำนวณแบ่งเป็น Cost Structure เพื่อนำเสนอให้ทางลูกค้าพิจารณาในลำดับถัดไป

เช่น บริษัท ก. ต้องการเน้นการทำเนื้อหาสำหรับใช้ในการเผยแพร่เพื่อเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทีมมาร์เก็ตติ้งของ SUFFIX ก็จะมีการจัดสรรให้มีการใช้งบประมาณในส่วนที่ลูกค้าต้องการมากกว่างานในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของลูกค้า

ในทางกลับกัน บริษัท ข. ที่มีเนื้อหาและ Creative พร้อมอยู่แล้ว แต่ต้องการขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กว้างขึ้น ทีมก็จะจัดสรรงบประมาณให้น้ำหนักอยู่ที่หมวด Media Buyer มากกว่า เพื่อให้การลงโฆษณาสามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้นในเวลาที่กำหนด สัดส่วนที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นว่า Cost Structure ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของแต่ละโปรเจคโดยเฉพาะ

 

การวางโครงสร้างของการใช้งบประมาณทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจค ฝั่งการเงิน และผู้บริหารได้เห็นภาพรวมของการใช้งบได้ง่าย และสามารถปรับสัดส่วนต่าง ๆ ได้ตามจุดประสงค์ของการทำการตลาด

คำถามที่พบบ่อย

Cost Structure ในการตลาดประกอบด้วยหมวดอะไรบ้าง?
Cost Structure ในการตลาดโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ Planning and Strategy (การวางแผนและกลยุทธ์), Content Production (การผลิตเนื้อหา), Influencer Marketing (การใช้ผู้มีอิทธิพล), Media Buyer (การซื้อสื่อโฆษณา) และ Media Management and Operations (การบริหารจัดการสื่อและการดำเนินงาน) โดยแต่ละหมวดมีบทบาทที่แตกต่างและเสริมกัน
ควรจัดสรรงบประมาณการตลาดในแต่ละหมวดอย่างไร?
ไม่มีสูตรตายตัว เพราะสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละโปรเจค เช่น หากต้องการสร้าง Brand Awareness ควรเน้น Content Production และ Influencer Marketing แต่หากต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่างรวดเร็ว ควรจัดสรรงบให้หมวด Media Buyer มากขึ้น การประเมินเป้าหมายก่อนวางงบคือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้
ทำไม Planning and Strategy ถึงเป็นหมวดที่สำคัญที่สุด?
เพราะ Planning and Strategy คือรากฐานที่กำหนดทิศทางของทุกหมวดงบประมาณที่เหลือ หากข้ามขั้นตอนนี้ไป การลงทุนในหมวดอื่น ๆ เช่น Media Buyer หรือ Content Production อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ เพราะขาดความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและทิศทางกลยุทธ์ที่ชัดเจน
Micro-Influencer กับ Macro-Influencer ต่างกันอย่างไรในเชิงงบประมาณ?
Macro-Influencer มีผู้ติดตามมากและให้ Reach กว้าง แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าและ Engagement Rate อาจต่ำกว่า ในขณะที่ Micro-Influencer มีผู้ติดตามน้อยกว่าแต่เฉพาะกลุ่มมากกว่า ทำให้ Engagement และความน่าเชื่อถือในกลุ่มเป้าหมายสูงกว่า การเลือกขึ้นอยู่กับว่าแคมเปญต้องการ Reach กว้างหรือ Engagement ที่ลึก

Share

เขียนโดย
Account Executive

ศุภสุตา เนตรรังษี