วิธีคิด

Business

The Brand Framework Series: Challenger Brand Archetypes ท่าทีของแบรนด์ที่ไม่ใช่ผู้นำตลาด

<p>The Brand Framework Series: Challenger Brand Archetypes ท่าทีของแบรนด์ที่ไม่ใช่ผู้นำตลาด</p>

Challenger Brand Archetypes คือกรอบวิเคราะห์ของ Adam Morgan ที่แบ่งท่าทีของแบรนด์ผู้ท้าชิงเป็นรูปแบบที่เลือกใช้ได้ตามบริบท บนหลักการว่าความเป็น Challenger ไม่ได้ขึ้นกับขนาดของแบรนด์ แต่ขึ้นกับความชัดเจนว่ากำลังท้าทายบรรทัดฐานใด เหมาะใช้เมื่อแบรนด์แข่งในเกมที่ออกแบบให้ผู้นำตลาดได้เปรียบ ประโยชน์คือการเปลี่ยนเกมแทนการเล่นเกมเดิมด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า

Challenger Brand Archetypes คืออะไร และมาจากไหน

Challenger Brand Archetypes เป็นกรอบวิเคราะห์ที่ Adam Morgan พัฒนาขึ้นภายใต้บริษัท eatbigfish ที่เขาก่อตั้งในปี 1999 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในตำแหน่ง Strategy Director ที่ TBWA และเผชิญกับโจทย์ของแบรนด์ที่ต้องแข่งขันกับผู้นำตลาดซึ่งมีทรัพยากรและอำนาจทางการตลาดเหนือกว่า แนวคิดนี้ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบในหนังสือ Eating the Big Fish ที่ตีพิมพ์ในปี 1999 ก่อนจะต่อยอดในหนังสือ The Pirate Inside และ Overthrow ในเวลาต่อมา

หลักการพื้นฐานของ Framework คือการนิยามใหม่ว่าความเป็น Challenger ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของแบรนด์ แต่ขึ้นอยู่กับจุดยืนที่แบรนด์เลือกมีต่อตลาด แบรนด์ขนาดเล็กที่ยังเดินตามแนวทางเดิมของอุตสาหกรรมอาจไม่ใช่ Challenger ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ที่ยังกล้าตั้งคำถามและท้าทายบรรทัดฐานเดิมก็ยังเป็น Challenger ได้เช่นกัน

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือแบรนด์ต้องกำหนดให้ชัดว่ากำลังท้าทายอะไร ไม่ใช่กำลังท้าทายใคร เพราะการโจมตีคู่แข่งรายใดรายหนึ่งมักมีอายุสั้นตามรอบของการแข่งขัน แต่การท้าทายบรรทัดฐานของตลาดจะยังคงมีพลังตราบใดที่บรรทัดฐานนั้นยังดำรงอยู่ Framework นี้จึงเสนอว่าแบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่มีงบประมาณมากที่สุด แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนที่สุดว่ากำลังท้าทายสิ่งใดอยู่

 

หลักการสำคัญและขั้นตอน

Framework นี้แบ่งท่าทีของ Challenger ออกเป็นหลายรูปแบบ โดย 6 รูปแบบที่พบบ่อย ได้แก่ Next Generation ที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองว่าสิ่งที่ผู้นำเสนออยู่เป็นของยุคก่อน, Dramatic Disruptor ที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือโมเดลธุรกิจใหม่จนเปลี่ยนวิธีตัดสินใจซื้อของทั้งหมวด, Missionary ที่ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยเป้าหมายหรือความเชื่อที่ใหญ่กว่ายอดขาย, Democratizer ที่ทำลายกำแพงของการเข้าถึง, Irreverent Maverick ที่ใช้อารมณ์ขันและมุมมองนอกกรอบท้าทายความซ้ำซากของตลาด และ Enlightened Zagger ที่เลือกเดินสวนทางกับกระแสหลักด้วยเหตุผลที่ชัดเจน

ขั้นตอนการนำไปใช้แบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคือการระบุให้ชัดว่าแบรนด์กำลังท้าทายบรรทัดฐานใดในตลาด ไม่ใช่ผู้แข่งรายใด ส่วนที่สองคือการเลือก Archetype ที่เหมาะกับบริบทของตนเองและกลุ่มเป้าหมาย ส่วนที่สามคือการสร้าง Lighthouse Identity หรือตัวตนที่ผู้บริโภคมองเห็นได้โดยไม่ต้องตั้งใจมองหา ผ่านความสอดคล้องของท่าทีในทุก Touchpoint และส่วนที่สี่คือการออกแบบ Symbol of Re-evaluation หรือสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยยอมรับ ตัวอย่างเช่น แบรนด์รถยนต์ที่เลือกท่าที Next Generation จะแทนความหรูแบบดั้งเดิมที่ผูกกับสถานะด้วยความหรูในรูปแบบใหม่ที่สร้างจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

Lighthouse Identity ทำงานในลักษณะของสัญญาณที่ส่องออกไปจากแบรนด์โดยไม่ต้องพึ่งการยัดเยียด ผู้บริโภคที่อยู่ในวงของสัญญาณจะรับรู้ได้เองและรับรู้อย่างสอดคล้องกัน ผลที่ตามมาคือแบรนด์ไม่ต้องอธิบายตัวเองซ้ำในทุกแคมเปญ แต่ทุกแคมเปญจะทำหน้าที่ตอกย้ำสิ่งที่แบรนด์เป็นอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)

ข้อผิดพลาดแรกคือการวางตัวเป็นผู้ท้าทายโดยไม่มีเนื้อหาจริงรองรับ การโวยวายเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยไม่มีสาระย่อมถูกผู้บริโภคมองว่าไม่ใช่การท้าทายที่มีน้ำหนัก และเมื่อความน่าเชื่อถือถูกบั่นทอนในช่วงแรก การฟื้นกลับจะต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าการเริ่มต้นใหม่

ข้อผิดพลาดที่สองคือการโจมตีคู่แข่งเฉพาะรายแทนการท้าทายบรรทัดฐานของตลาด การโจมตีรายบุคคลมีอายุเท่ากับรอบของการตอบโต้ ในขณะที่การท้าทายบรรทัดฐานคงน้ำหนักไว้ได้ในระยะยาว

ข้อผิดพลาดที่สามคือการสลับ Archetype ไปมาโดยไม่มีเรื่องเล่าหลักเป็นแกน แบรนด์อาจเริ่มต้นด้วยรูปแบบหนึ่งและเปลี่ยนท่าทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน แต่ต้องมีเรื่องเล่าหลักที่ผู้บริโภคเข้าใจได้

ข้อผิดพลาดที่สี่คือการสร้าง Symbol of Re-evaluation ที่อ่อนเกินไปจนไม่ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่เคยสนใจแบรนด์ต้องหยุดและทบทวน สัญลักษณ์ที่อ่อนจะไม่สร้างการทบทวนจริง

ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการสูญเสียท่าที Challenger เมื่อแบรนด์เติบโตจนกลายเป็นผู้เล่นหลัก เมื่อมีสิ่งที่ต้องเสียมากขึ้น ความกล้าในการท้าทายมักลดลงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แบรนด์ค่อยกลายเป็นสิ่งที่ตนเคยท้าทาย

 

เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์

Challenger Brand Archetypes เน้นท่าทีต่อตลาด ในขณะที่ Brand DNA Model มองตัวตนแบรนด์เป็นโครงสร้างทั้งหมด ทั้งสอง Framework ทำงานเสริมกัน Archetype ที่เลือกกลายเป็น Input ของ Personality ใน Brand DNA Model

เมื่อเทียบกับ The Golden Circle ของ Simon Sinek ที่ให้พลังจากการสื่อสารระดับความเชื่อ Challenger Archetypes ให้พลังจากการรู้ว่ากำลังท้าทายอะไร ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ Why จาก Golden Circle อาจเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของท่าทีท้าทาย

เมื่อเทียบกับ Customer-Based Brand Equity (CBBE) ของ Kevin Lane Keller ที่วัดความแข็งแรงในใจลูกค้า Challenger Archetypes ใช้กำหนดท่าทีที่จะสร้าง Salience และ Imagery ใน CBBE

เมื่อเทียบกับ The Brand Gap และ ZAG ของ Marty Neumeier ที่เน้น Radical Differentiation Challenger Archetypes ใกล้เคียงในแง่ของการไม่ยอมเล่นเกมเดิม แต่ Challenger Archetypes ให้รูปแบบของท่าทีที่หลากหลายกว่า ZAG เน้นที่ตำแหน่งเฉพาะ Challenger Archetypes เน้นที่บทบาทในตลาด

เมื่อเทียบกับ StoryBrand Framework (SB7) ของ Donald Miller ที่จัดโครงสร้างการเล่าเรื่อง Challenger Archetypes ให้บทบาทที่แบรนด์เล่นในเรื่อง ส่วน Brand Personality Spectrum ของ Jennifer Aaker เจาะที่บุคลิกในการสื่อสาร Archetype ที่เลือกมักกำหนดน้ำหนักของ Personality ที่จะใช้

 

เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ Challenger Brand Archetypes

แบรนด์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าต้องการท้าทายอะไร หรือเพียงต้องการแตกต่างโดยไม่มีเนื้อหาที่จริงใจรองรับ การวางตัวเป็นผู้ท้าทายโดยไม่มีสาระย่อมถูกผู้บริโภคมองว่าไร้น้ำหนัก

แบรนด์ที่ครองตำแหน่งผู้นำตลาดแล้วและต้องการรักษาสถานะ เพราะ Challenger Archetypes ออกแบบสำหรับผู้ท้าชิง ผู้นำที่ต้องการรักษาส่วนแบ่งใช้ Framework อื่นจะได้ผลกว่า

ตลาดที่ลูกค้าผูกพันกับผู้นำในระดับอุดมการณ์ ซึ่งเป็นสนามที่การท้าทายมีโอกาสสำเร็จต่ำและต้นทุนสูง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ศาสนาหรือแบรนด์ที่ผูกกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน

ธุรกิจที่ผู้นำสูงสุดไม่พร้อมรับความเสี่ยงของการมีจุดยืนที่กลุ่มบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะ Challenger ที่แท้จริงต้องยอมรับว่าจะไม่ได้ใจทุกคน

 

ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล

สำหรับธุรกิจดิจิทัล Challenger Brand Archetypes ใช้กำหนดท่าทีของแบรนด์ใหม่ที่เข้าตลาดที่มีผู้นำชัดเจน ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม Social Media ทางเลือกที่ท้าทายผู้นำในตลาด อาจเลือกท่าที Enlightened Zagger ที่ปฏิเสธรูปแบบของการเสพติด Feed และเลือกออกแบบเครื่องมือที่ส่งเสริมการสื่อสารที่มีความหมาย ไม่ใช่การไถหน้าจอเพื่อหา Dopamine

ท่าทีนี้แปลออกมาเป็นการตัดสินใจในระดับผลิตภัณฑ์ ไม่มี Infinite Scroll ไม่มี Like Count ที่แสดงต่อสาธารณะ ไม่มี Algorithm ที่จัดลำดับเพื่อ Engagement สูงสุด การออกแบบประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็น Symbol of Re-evaluation ที่บีบให้ผู้ใช้ตั้งคำถามกับสิ่งที่แพลตฟอร์มกระแสหลักทำมาตลอด และ Lighthouse Identity ของแบรนด์ส่งสัญญาณเดียวกันในทุกจุด ตั้งแต่หน้า Marketing บล็อกของผู้ก่อตั้ง สโลแกนของแอป ไปจนถึงการตอบ Support

ผลที่เกิดขึ้นคือกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่เคยพิจารณาแพลตฟอร์มทางเลือกมาก่อนเริ่มสนใจ เพราะสิ่งที่แบรนด์ท้าทายตรงกับความรู้สึกที่ผู้ใช้สะสมไว้แต่ไม่มีผู้เล่นรายใดในตลาดกล้าพูดแทน การเลือกใช้แพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เพียงการใช้บริการ แต่เป็นการประกาศเห็นด้วยกับจุดยืน ความผูกพันแบบนี้ทนทานต่อคู่แข่งที่เข้ามาแข่งด้วยฟีเจอร์เพิ่มเติมหรือ Pricing ที่ดีกว่า

สำหรับธุรกิจดิจิทัลที่ต้องการลดการพึ่งพางบโฆษณาในการสร้างการจดจำ Challenger ที่มีจุดยืนชัดเจนทำหน้าที่แทนความดังของสัญญาณในระดับหนึ่ง ทุกครั้งที่ผลิตภัณฑ์หรือการสื่อสารของแบรนด์ตอกย้ำสิ่งที่ท้าทาย แบรนด์ก็แข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะต้องเริ่มสร้างใหม่ทุกครั้งที่เปิดตัวแคมเปญ

คำถามที่พบบ่อย

Challenger Brand Archetypes ต่างจาก Brand Positioning ปกติอย่างไร?
Brand Positioning ปกติเน้นการระบุว่าแบรนด์เหนือกว่าคู่แข่งในด้านใด เช่น ราคา คุณภาพ หรือกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ Challenger Brand Archetypes เน้นการกำหนดว่าแบรนด์กำลังท้าทายบรรทัดฐานใดของตลาด ความแตกต่างสำคัญคือ Positioning วางแบรนด์เทียบกับคู่แข่งรายอื่น ส่วน Challenger Archetypes วางแบรนด์เทียบกับระบบความเชื่อและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม
Lighthouse Identity คืออะไรและสร้างได้อย่างไร?
Lighthouse Identity คือตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนจนผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องตั้งใจมองหา ไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารที่ดัง แต่เกิดจากความสอดคล้องของท่าทีในทุกจุดสัมผัส สร้างได้โดยการตอบคำถามให้ชัดว่ากำลังท้าทายสิ่งใด แล้วแปลคำตอบนั้นออกมาเป็นการตัดสินใจจริงในทุกระดับ
Symbol of Re-evaluation คืออะไรและทำหน้าที่อะไร?
Symbol of Re-evaluation คือสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคหยุดตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยยอมรับมาโดยไม่ตรวจสอบ อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ข้ามมาตรฐานเดิม การตัดสินใจทางธุรกิจที่ท้าทายแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม หรือการสื่อสารที่เปิดประเด็นที่ตลาดเคยหลีกเลี่ยง ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่เริ่มพิจารณาแบรนด์เป็นครั้งแรก
แบรนด์ที่เติบโตจนเป็นผู้นำตลาดแล้วยังเป็น Challenger ได้ไหม?
ได้ แต่ต้องการความตั้งใจที่ชัดเจน เพราะเมื่อแบรนด์มีสิ่งที่ต้องเสียมากขึ้น ความกล้าในการท้าทายมักลดลงโดยธรรมชาติ แบรนด์ที่รักษาท่าทีแบบ Challenger ได้แม้เติบโตแล้วคือแบรนด์ที่ยังคงนิยามตัวเองด้วยสิ่งที่กำลังท้าทาย ไม่ใช่ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ครองอยู่

Share

เขียนโดย
Digital Marketer

ฉัตริน อินทร์เมือง