วิธีคิด
Business
The Brand Framework Series: Customer-Based Brand Equity (CBBE) พีระมิดวินิจฉัยแบรนด์ในใจลูกค้า
Customer-Based Brand Equity หรือ CBBE คือ Framework ของ Kevin Lane Keller ที่เรียงลำดับการเติบโตของคุณค่าแบรนด์ในใจลูกค้าเป็นพีระมิด 4 ชั้น Salience, Meaning, Response และ Resonance เหมาะใช้เมื่อยอดขายไม่สะท้อนความแข็งแรงของแบรนด์อย่างที่ควรจะเป็น ประโยชน์คือทำให้เห็นว่าควรลงทุนตรงไหนและไม่ควรลงทุนตรงไหน
Customer-Based Brand Equity คืออะไร และมาจากไหน
Customer-Based Brand Equity ถูกเสนอครั้งแรกโดย Kevin Lane Keller ในหนังสือ Strategic Brand Management ที่ตีพิมพ์ในปี 1993 และพัฒนาต่อเนื่องในฉบับพิมพ์ครั้งถัดมาจนกลายเป็นกรอบมาตรฐานในการวัด Brand Equity ที่ใช้กันในวงวิชาการและในแผนกแบรนด์ขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก แนวคิดหลักของ Framework คือคุณค่าของแบรนด์ไม่ได้อยู่ในเอกสารของฝ่ายการตลาด แต่อยู่ในใจของลูกค้า ในสิ่งที่เขาจำได้ ในสิ่งที่เขารู้สึกเมื่อนึกถึงชื่อแบรนด์ และในสิ่งที่เขาตัดสินใจเมื่อต้องเลือก
Keller เสนอให้มอง Brand Equity ผ่านพีระมิด 4 ชั้นที่สะสมต่อกัน ชั้นล่างคือคำถามที่ลูกค้าถามแบรนด์อย่างเงียบ ๆ ว่าแบรนด์นี้คือใคร ชั้นที่สองคือแบรนด์นี้คืออะไร ชั้นที่สามคือลูกค้าคิดและรู้สึกอย่างไรกับแบรนด์ และชั้นบนสุดคือความสัมพันธ์ลึกแค่ไหน ความต่อเนื่องของชั้นนี้เป็นเชิงลำดับ ไม่สามารถข้ามขั้นได้ เพราะความหมายไม่เกิดถ้าลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ การตอบสนองไม่เกิดถ้าความหมายยังไม่ชัด และความสัมพันธ์ไม่เกิดถ้าการตอบสนองยังอ่อน
จุดที่ทำให้ CBBE แตกต่างจาก Brand Awareness ทั่วไปคือการมองทั้งโครงสร้างของความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง และเปลี่ยน Brand Management จากเรื่องเชิงอัตวิสัยหรือความรู้สึกไปเป็นเรื่องที่วัดผลและเปรียบเทียบข้ามไตรมาสได้
หลักการสำคัญและขั้นตอน
ชั้นที่ 1 Brand Salience ตอบคำถามว่าแบรนด์นี้คือใคร ไม่ใช่แค่การที่ลูกค้าเคยได้ยินชื่อ แต่รวมถึงความถี่ที่แบรนด์ถูกนึกถึงและความกว้างของสถานการณ์ที่แบรนด์เข้ามาอยู่ในการพิจารณา การสร้าง Salience คือการสร้าง Mental Availability ที่ทำงานในจังหวะที่ลูกค้าต้องตัดสินใจ
ชั้นที่ 2 Brand Meaning แบ่งเป็น Performance หรือความสามารถของสินค้าในการตอบสนองความต้องการเชิงหน้าที่ และ Imagery หรือการตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาและสังคม แบรนด์ที่แข็งแรงต้องสร้างทั้งสองด้านได้พร้อมกัน
ชั้นที่ 3 Brand Response แบ่งเป็น Judgments ซึ่งเป็นการตัดสินเชิงความคิดของลูกค้าเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือ และ Feelings ซึ่งเป็นการตอบสนองเชิงอารมณ์ที่ Keller ระบุไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ความอบอุ่น, ความสนุก, ความตื่นเต้น, ความรู้สึกปลอดภัย, การได้รับการยอมรับทางสังคม และความเคารพในตัวเอง
ชั้นที่ 4 Brand Resonance คือระดับที่ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองกับแบรนด์อยู่ในคลื่นเดียวกัน แสดงออกผ่านสี่มิติเรียงตามความเข้มข้น เริ่มจากความภักดีเชิงพฤติกรรม ความผูกพันเชิงทัศนคติ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และการเข้ามามีส่วนร่วมเชิงรุก
ขั้นตอนการนำไปใช้เริ่มจากการออกแบบแบบสำรวจที่วัดแต่ละ Building Block อย่างเป็นระบบ ตามด้วยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าจริงและกลุ่มที่ยังไม่เป็นลูกค้า การวิเคราะห์ผลให้เห็นว่าแบรนด์ติดขัดที่ชั้นใด การจัดลำดับการลงทุนตามชั้นที่อ่อนแอ และการตั้งเป็น Baseline เพื่อวัดซ้ำในรอบถัดไป ตัวอย่างเช่น แบรนด์โรงแรมที่ทำ CBBE แล้วพบว่า Salience สูงแต่ Resonance อ่อน จะรู้ว่าควรลงทุนในโปรแกรมสมาชิกและประสบการณ์ที่สร้างความผูกพัน แทนที่จะลงงบโฆษณาเพิ่ม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)
ข้อผิดพลาดแรกคือการทำ CBBE ครั้งเดียวแล้วเก็บถาวร คุณค่าของ Framework อยู่ที่การใช้เป็นเครื่องมือวัดซ้ำเป็นรอบ เพราะตำแหน่งของแบรนด์ในใจลูกค้าเปลี่ยนได้ตลอดเวลาจากการกระทำของคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ข้อผิดพลาดที่สองคือการพยายามสร้าง Resonance โดยที่ Salience ยังอ่อน เป็นการใช้งบที่ไม่สะสมผล เพราะลูกค้าที่จำแบรนด์ไม่ได้ ไม่สามารถผูกพันกับแบรนด์ในระดับลึกได้
ข้อผิดพลาดที่สามคือการวินิจฉัยผิดระดับ แบรนด์ที่มีปัญหาเรื่อง Salience ต้องการการลงทุนในการสื่อสารที่กว้างและต่อเนื่อง แบรนด์ที่มีปัญหาเรื่อง Resonance ต้องการงานเฉพาะกลุ่มที่ลึก การใช้งบประเภทเดียวกันแก้ทั้งสองปัญหาจะให้ผลตอบแทนต่ำ
ข้อผิดพลาดที่สี่คือการวัดเฉพาะ Performance โดยไม่วัด Imagery แบรนด์ที่เน้นแต่ฟังก์ชันมักไม่สะสม Imagery ที่ทำให้ลูกค้าเลือกในระดับที่ลึกกว่าการเปรียบเทียบสเปก
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการใช้ CBBE ในช่วงที่ฐานลูกค้ายังไม่นิ่ง การวินิจฉัยแบรนด์เมื่อ Product-market Fit ยังไม่ชัดจะให้ภาพที่บิดเบือนและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์
CBBE มองมุมจากใจลูกค้าเป็นพีระมิด ในขณะที่ Brand DNA Model มองจากภายในของแบรนด์ออกไป ทั้งสองทำงานเสริมกัน DNA กำหนดว่าแบรนด์อยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไร CBBE วัดว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไรจริง
เมื่อเทียบกับ The Golden Circle ของ Simon Sinek ที่ให้ทิศทางการสื่อสาร CBBE ให้เครื่องมือวินิจฉัยว่าสารนั้นไปถึงไหนในใจลูกค้าแล้ว Why จาก Golden Circle อาจช่วยสร้าง Imagery ที่แข็งแรงในชั้น Meaning ของ CBBE
เมื่อเทียบกับ The Brand Gap และ ZAG ของ Marty Neumeier ที่เน้น Radical Differentiation CBBE ไม่ได้กำหนดว่าควรแตกต่างอย่างไร แต่วัดว่าความแตกต่างที่สร้างไปแล้วถูกลูกค้ารับรู้แค่ไหน
เมื่อเทียบกับ StoryBrand Framework (SB7) ของ Donald Miller ที่จัดโครงสร้างการเล่าเรื่อง CBBE บอกว่าเรื่องราวที่เล่าไปแล้วสร้าง Response และ Resonance ได้ในระดับใด
เมื่อเทียบกับ Challenger Brand Archetypes ของ Adam Morgan ที่เน้นท่าทีของแบรนด์ผู้ท้าชิง CBBE ใช้วัดผลของท่าทีนั้นในใจกลุ่มเป้าหมาย ส่วน Brand Personality Spectrum ของ Jennifer Aaker เจาะลึกที่ Personality ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Imagery ในชั้น Meaning ของ CBBE
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ CBBE
ธุรกิจที่ยังไม่มี Product-market Fit หรือยังไม่เข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือใคร เพราะ CBBE ต้องการข้อมูลจากลูกค้าจริงเป็น Input สำคัญ การวินิจฉัยในช่วงที่ฐานลูกค้ายังไม่นิ่งจะให้ภาพที่บิดเบือน
ธุรกิจที่มีลูกค้าน้อยเกินไปจะทำแบบสำรวจที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขนาดเล็กมาก การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ Qualitative จะให้ข้อมูลที่ใช้ได้กว่าการพยายามวัดผลเป็นตัวเลข
ธุรกิจ B2B ที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มน้อยรายและกระบวนการตัดสินใจซื้อยาว เพราะ CBBE ออกแบบสำหรับตลาดผู้บริโภคที่มีจำนวนลูกค้ามากและการตัดสินใจซื้อเกิดเร็วกว่า
ธุรกิจที่ผู้บริหารต้องการตัวเลขเดียวเพื่อใช้ในรายงาน CBBE ให้ภาพหลายมิติที่ต้องตีความ ไม่ใช่ Score เดียวที่บอกว่าแบรนด์ดีหรือไม่ดี
ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล
สำหรับธุรกิจดิจิทัล CBBE ใช้วัดความแข็งแรงของแบรนด์ในระดับที่ละเอียดกว่า NPS หรือยอดผู้ใช้งานรายเดือน ตัวอย่างเช่น แอปจัดการการเงินส่วนบุคคล การวัด Salience จะดูว่าเมื่อผู้ใช้คิดถึงการจัดการเงิน แบรนด์นี้ถูกนึกถึงเป็นอันดับใด การวัด Performance จะดูว่าผู้ใช้ประเมินความแม่นยำของระบบและความง่ายของการใช้งานในระดับใด การวัด Imagery จะดูว่าผู้ใช้รู้สึกว่าแบรนด์นี้เหมาะกับคนแบบใด การวัด Judgments จะดูว่าผู้ใช้ตัดสินคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับใด การวัด Feelings จะดูว่าการใช้งานสร้างความรู้สึกปลอดภัยและควบคุมได้หรือไม่ และการวัด Resonance จะดูว่าผู้ใช้แนะนำให้คนรอบข้างมากแค่ไหน และมีส่วนร่วมในชุมชนของแบรนด์อย่างไร
เมื่อเห็นผลแบบนี้ ทีมผลิตภัณฑ์จะรู้ว่าควรลงทุนใน Feature ที่เพิ่ม Performance หรือใน Content ที่สร้าง Imagery ทีมการตลาดจะรู้ว่าควรเน้นการสร้าง Awareness ในวงกว้างหรือการดูแลฐานลูกค้าเดิมให้ลึก ทีมผู้บริหารจะมีตัวเลขที่อ่านได้เหมือนงบการเงินสำหรับการตัดสินใจระดับยุทธศาสตร์
สำหรับธุรกิจดิจิทัลที่ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง CBBE ช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่าควรลงทุนเพิ่มใน Paid Acquisition เพื่อหาลูกค้าใหม่ หรือควรลงทุนใน Brand Building เพื่อเพิ่มการกลับมาใช้งานซ้ำและความผูกพันของลูกค้าเดิม ความแตกต่างนี้สำคัญในระยะ 3-5 ปีที่ส่วนต่างของ Lifetime Value สะสมเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
คำถามที่พบบ่อย
CBBE ต่างจาก Brand Awareness ปกติอย่างไร?
4 ชั้นของ CBBE Pyramid มีอะไรบ้าง?
แบรนด์สามารถข้ามชั้นในพีระมิดได้ไหม?
ควรวัด CBBE บ่อยแค่ไหน?
เขียนโดย
Digital Marketer
ฉัตริน อินทร์เมือง