วิธีคิด
Business
The Brand Framework Series: StoryBrand (SB7) วางลูกค้าเป็นฮีโร่และแบรนด์เป็นผู้ชี้ทาง
StoryBrand Framework หรือ SB7 คือ Framework ของ Donald Miller ที่จัดโครงสร้างการสื่อสารของแบรนด์ให้ตรงกับวิธีที่สมองของมนุษย์ประมวลผล ผ่าน 7 องค์ประกอบของเรื่องราว เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจสิ่งที่แบรนด์นำเสนอได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจที่สื่อสารข้อมูลจำนวนมาก แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจคุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการ ผลลัพธ์คือช่วยลดความสับสน เพิ่มความชัดเจนของข้อเสนอ และเพิ่ม Conversion โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบโฆษณา
StoryBrand Framework คืออะไร และมาจากไหน
StoryBrand Framework ถูกเสนอโดย Donald Miller ในหนังสือ Building a StoryBrand ที่ตีพิมพ์ในปี 2017 และต่อยอดเป็น StoryBrand Certification Program ที่ฝึก Marketer และที่ปรึกษาทั่วโลก แนวคิดหลักของ Framework คือการนำโครงสร้างของการเล่าเรื่องที่มนุษย์ใช้มาหลายพันปี มาประยุกต์กับการสื่อสารของแบรนด์ในยุคปัจจุบัน
Miller สังเกตว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่ใช่การหาคนฟัง แต่คือการที่คนที่เจอสารของแบรนด์อยู่แล้วไม่เข้าใจว่าแบรนด์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเขาอย่างไร หน้าเว็บที่พูดถึงรางวัล ความเชี่ยวชาญ และประวัติองค์กรดูเหมือนให้ข้อมูลครบ แต่กลับไม่ทำให้ลูกค้าขยับตัวตัดสินใจ เพราะสมองของคนที่เข้ามาอ่านไม่ได้พยายามทำความเข้าใจธุรกิจของแบรนด์ สมองของเขาทำงานอยู่กับปัญหาของตัวเองและพยายามหาสัญญาณว่าใครช่วยเขาได้
หลักการสำคัญที่สุดของ SB7 คือลูกค้าต้องเป็นฮีโร่ของเรื่อง ไม่ใช่แบรนด์ แบรนด์ที่เล่าเรื่องของตัวเองเป็นหลักจะแพ้แบรนด์ที่เชิญลูกค้าเข้ามาเป็นตัวเอกในเรื่องของตัวเอง มุมมองนี้เปลี่ยนบทบาทของแบรนด์จากผู้แสดงนำไปสู่ผู้ชี้ทาง ลูกค้าไม่ได้หาฮีโร่อีกคนมาแข่งกับเขา เขาหาใครสักคนที่เคยผ่านเรื่องแบบเดียวกันและรู้ทางออก
หลักการสำคัญและขั้นตอน
SB7 แบ่งโครงเรื่องของแบรนด์ออกเป็น 7 องค์ประกอบที่ต้องอยู่ครบ A Character คือลูกค้าที่มีความต้องการที่ชัดเจน, Has a Problem คือปัญหาที่แบ่งเป็นสามระดับ ระดับภายนอกคือสิ่งที่ลูกค้าเจอในโลกจริง ระดับภายในคือความรู้สึกที่ปัญหาภายนอกสร้างขึ้น และระดับปรัชญาคือความรู้สึกว่ามันไม่ควรเป็นแบบนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่อแก้ปัญหาภายใน ไม่ได้ซื้อเพื่อแก้ปัญหาภายนอก, Meets a Guide คือบทบาทของแบรนด์ที่ต้องแสดงทั้งความเข้าอกเข้าใจและความน่าเชื่อถือ, Who Gives Them a Plan คือแผนที่ชัดเจนที่ลูกค้าต้องเดิน มักมีสามขั้นกำลังพอดี, And Calls Them to Action คือการเรียกให้ลงมือทำที่แบ่งเป็นชั้นตรงสำหรับลูกค้าที่พร้อมและชั้นเปลี่ยนผ่านสำหรับลูกค้าที่ยังไม่พร้อม, That Helps Them Avoid Failure คือการแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย อะไรจะเสียไป, And Ends in Success คือการวาดภาพปลายทางที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำเช่นชีวิตที่ดีขึ้น แต่เป็นภาพที่เห็นได้จริง
ขั้นตอนการนำไปใช้เริ่มจาก Workshop ภายในใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองวันเพื่อให้ได้ BrandScript เวอร์ชันแรก ตามด้วยสองสามสัปดาห์ในการนำไปใช้กับหน้าเว็บ เอกสารการขาย และคอนเทนต์ในช่องทางต่าง ๆ ทีมที่ต้องการคือผู้บริหารที่เข้าใจลูกค้าจริง ร่วมกับคนเขียน Copy และคนดูแลการตลาด ตัวอย่างเช่น แบรนด์ประกันที่ใช้ SB7 จะวางลูกค้าเป็นตัวละครที่กังวลกับเหตุการณ์ในอนาคต ปัญหาภายในคือความรู้สึกว่ารับมือไม่ได้ ปัญหาเชิงปรัชญาคือคนที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังไม่ควรต้องจ่ายหนัก แล้ววางแบรนด์เป็น Guide ที่มีน้ำเสียงสงบและน่าเชื่อถือ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)
ข้อผิดพลาดแรกคือการวางแบรนด์เป็นฮีโร่แทนลูกค้า แสดงรางวัลและความเชี่ยวชาญในจุดที่ควรพูดถึงปัญหาของลูกค้า ผลคือลูกค้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกอวด ไม่ใช่ถูกช่วย
ข้อผิดพลาดที่สองคือการพูดถึงเฉพาะปัญหาภายนอก โดยไม่แตะปัญหาภายในและปัญหาเชิงปรัชญา ทำให้สารขาดความลึกที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจสถานการณ์ของตน
ข้อผิดพลาดที่สามคือการมี Call to Action เพียงชั้นเดียว ลูกค้าที่ยังไม่พร้อมจะหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ติดตามต่อ การมี Transitional CTA เช่น ดาวน์โหลดคู่มือหรือสมัครรับข้อมูล ช่วยรักษากลุ่มนี้ไว้
ข้อผิดพลาดที่สี่คือการเขียน BrandScript ไว้ในเอกสารโดยไม่ได้แปลงเป็นข้อความจริงบนหน้าเว็บ สคริปต์ฝ่ายขาย และคอนเทนต์ในช่องทางต่าง ๆ Framework นี้ให้มูลค่าเฉพาะเมื่อข้อความที่ออกไปในทุกจุดสัมผัสอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการวาดภาพ Success ที่กว้างเกินจนลูกค้าไม่เห็นภาพ Framework ย้ำว่าต้องเป็นภาพที่จับต้องได้ เช่น เจอเงินในบัญชีเพิ่มเดือนละเท่าไหร่ ไม่ใช่ ชีวิตที่ดีขึ้น
เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์
SB7 ให้รูปแบบของการเล่าเรื่อง ในขณะที่ Brand DNA Model ให้แกนของตัวตนที่จะถูกเล่าออกไป ทั้งสองทำงานเสริมกัน DNA กำหนดเนื้อหาของ Guide ใน SB7
เมื่อเทียบกับ The Golden Circle ของ Simon Sinek ที่วางแบรนด์เป็นจุดศูนย์กลางและสื่อสารจาก Why SB7 วางลูกค้าเป็นฮีโร่และแบรนด์เป็น Guide ที่ช่วยลูกค้า ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ Why จาก Golden Circle สามารถเป็นเนื้อหาที่ Guide ใน SB7 สื่อสารออกไป
เมื่อเทียบกับ Customer-Based Brand Equity (CBBE) ของ Kevin Lane Keller ที่วัดความแข็งแรงในใจลูกค้า SB7 ให้เครื่องมือสร้างสารที่จะเข้าไปสร้าง Salience, Meaning และ Response ใน CBBE
เมื่อเทียบกับ The Brand Gap และ ZAG ของ Marty Neumeier ที่เน้น Radical Differentiation SB7 ไม่ได้บอกว่าควรต่างอย่างไร แต่บอกว่าควรเล่าเรื่องอย่างไรเมื่อมีความต่างแล้ว Onliness จาก ZAG กลายเป็นเนื้อหาที่ Guide สื่อสาร
เมื่อเทียบกับ Challenger Brand Archetypes ของ Adam Morgan ที่เน้นท่าทีของแบรนด์ผู้ท้าชิง SB7 ใช้ได้กับทั้งแบรนด์ผู้นำและผู้ท้าชิง เพราะหลักการลูกค้าเป็นฮีโร่ทำงานในทุกบริบท ส่วน Brand Personality Spectrum ของ Jennifer Aaker เจาะที่บุคลิกของแบรนด์ที่จะใช้ในการเล่าเรื่อง ไม่ทับซ้อนกับโครงสร้างของ SB7
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ StoryBrand Framework
ธุรกิจที่ยังไม่มี Product-market Fit ที่ชัดเจน หรือยังทดสอบข้อเสนอหลายรูปแบบพร้อมกัน เพราะ Framework ทำงานบนสมมติฐานว่าแบรนด์รู้แล้วว่าลูกค้าคือใครและต้องการอะไร การใช้ในช่วงที่ข้อมูลพื้นฐานยังไม่นิ่งจะได้ Story ที่สวยแต่ไม่ตรงกับความจริงของตลาด
ธุรกิจที่ขายสินค้า Commodity ที่ตัดสินใจซื้อด้วยราคาเป็นหลัก เพราะลูกค้าในกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาเรื่องราว แต่มองหาราคาที่ดีที่สุด
ธุรกิจ B2B ที่กระบวนการตัดสินใจซื้อยาวและมีผู้มีอำนาจตัดสินใจหลายคน เพราะ SB7 ออกแบบสำหรับการสื่อสารที่ตัดสินใจในระดับบุคคล การปรับใช้ใน B2B ต้องการการดัดแปลงพอสมควร
แบรนด์ที่ต้องการสื่อสารแบบ Luxury ที่เน้นความลึกลับและความน้อยของการอธิบาย เพราะ SB7 บังคับให้ระบุปัญหา แผน และความล้มเหลวอย่างชัดเจน ซึ่งขัดกับ Tone ของแบรนด์หรู
ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล
สำหรับธุรกิจดิจิทัล SB7 ใช้จัดโครงสร้างของหน้า Landing Page, อีเมล Onboarding และคอนเทนต์ในช่องทางต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น แอปด้านสุขภาพจิตที่ใช้ SB7 จะเปิดด้วยลูกค้าที่ต้องการความสงบในชีวิตประจำวัน ระบุปัญหาภายนอกคือความเครียดจากงาน ปัญหาภายในคือความรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ และปัญหาเชิงปรัชญาว่าทุกคนสมควรมีช่วงเวลาที่สงบ จากนั้นวางแบรนด์เป็น Guide ที่มีทั้งความเข้าใจและความน่าเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมพัฒนา
แผนที่มอบให้ลูกค้าจะเป็นสามขั้น ดาวน์โหลดแอป ตั้งเวลาฝึกในแต่ละวัน และวัดผลของตัวเองหลังหนึ่งเดือน Call to Action ชั้นตรงคือเริ่มทดลองใช้ฟรี ชั้นเปลี่ยนผ่านคือดาวน์โหลดคู่มือพื้นฐาน ความล้มเหลวที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการสะสมความเครียดจนกระทบสุขภาพ และภาพความสำเร็จคือการตื่นมาในวันธรรมดาที่รู้สึกว่ามีพลั
เมื่อ BrandScript ชัด ทีม Content ในธุรกิจดิจิทัลจะเขียนคอนเทนต์ที่สอดคล้องกันแม้คนเขียนเป็นคนละคน ทีม Performance Marketing จะออกแบบโฆษณาที่นำลูกค้าผ่านโครงเรื่องเดียวกันในระดับมินิ ทีม Customer Service จะตอบคำถามลูกค้าโดยใช้ภาษาเดียวกับที่หน้าเว็บใช้ ผลคือลูกค้าที่เข้ามาในช่องทางหนึ่งจะรู้สึกคุ้นเคยเมื่อเจอในอีกช่องทาง และผลของการสื่อสารทบต้นแทนที่จะกระจาย
สำหรับธุรกิจดิจิทัลที่ทำ Marketing Automation BrandScript ทำหน้าที่เป็นโครงของ Email Sequence ทั้งหมด แต่ละอีเมลในชุดนำลูกค้าผ่านองค์ประกอบหนึ่งของเรื่อง จาก Problem ไปสู่ Guide ไปสู่ Plan และจบที่ Action ผลคือ Conversion ที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่ม Volume ของการส่ง
คำถามที่พบบ่อย
StoryBrand Framework ต่างจาก Brand Storytelling ทั่วไปอย่างไร?
7 องค์ประกอบของ SB7 มีอะไรบ้าง?
BrandScript คืออะไรและสร้างอย่างไร?
ทำไมแบรนด์ต้องเป็น Guide ไม่ใช่ Hero?
เขียนโดย
Digital Marketer
ฉัตริน อินทร์เมือง