วิธีคิด

Business

The Brand Framework Series: The Brand Gap and ZAG ออกจากเกมเดิมด้วย Radical Differentiation

<p>The Brand Framework Series: The Brand Gap and ZAG ออกจากเกมเดิมด้วย Radical Differentiation</p>

The Brand Gap และ ZAG คือ Framework ของ Marty Neumeier ที่เชื่อมกลยุทธ์ธุรกิจกับการสร้างแบรนด์ ผ่าน 5 Disciplines และแนวคิด Radical Differentiation ด้วย Onliness Statement เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้ามองทุกแบรนด์ว่าไม่ต่างกัน จนแข่งขันกันด้วยราคาเป็นหลัก โดยช่วยให้แบรนด์สร้างจุดยืนที่แตกต่างและครองพื้นที่เฉพาะในใจลูกค้า

The Brand Gap and ZAG คืออะไร และมาจากไหน

The Brand Gap เป็นหนังสือเล่มแรกของ Marty Neumeier ที่ตีพิมพ์โดย Neutron ในปี 2003 วางโครงสร้างของการสร้างแบรนด์สมัยใหม่ผ่าน 5 Disciplines และต่อมา Neumeier ขยายแนวคิดของ Discipline แรกคือ Differentiation ออกเป็นหนังสือ ZAG ที่ตีพิมพ์ในปี 2007 เสนอแนวคิด Radical Differentiation และเครื่องมือ Onliness Statement ทั้งสองเล่มกลายเป็นเอกสารอ้างอิงในวงการ Design และ Brand Strategy โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว

แนวคิดหลักของ Neumeier คือช่องว่างระหว่างกลยุทธ์ธุรกิจกับการสร้างแบรนด์เกิดจากการที่ทั้งสองฝั่งคิดคนละภาษา ฝั่งกลยุทธ์ใช้ตรรกะ ตัวเลข และการวิเคราะห์ ในขณะที่ฝั่งแบรนด์ใช้สัญชาตญาณ อารมณ์ และการออกแบบ การสร้างแบรนด์ที่มีพลังจึงไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่คือการเดินผ่าน Discipline ที่เชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน

แบรนด์ในมุมของ Neumeier ไม่ใช่โลโก้หรือแท็กไลน์ แต่คือความรู้สึกที่คนมีต่อสินค้า บริการ หรือองค์กร และความรู้สึกนั้นถูกกำหนดโดยลูกค้า ไม่ใช่โดยบริษัท ความหมายของแบรนด์จึงอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของฝั่งธุรกิจ สิ่งที่บริษัทควบคุมได้คือคุณภาพของประสบการณ์ที่มอบให้ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ซึ่งจะสะสมเป็นความรู้สึกรวมที่ผู้บริโภคใช้จัดหมวดแบรนด์ในใจ

 

หลักการสำคัญและขั้นตอน

5 Disciplines ของ The Brand Gap ประกอบด้วย Differentiate ที่ตอบคำถามว่าทำไมลูกค้าต้องเลือกแบรนด์นี้, Collaborate ที่บังคับให้ทุกฝ่ายในองค์กรทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน, Innovate ที่ต้องการความกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า, Validate ที่ทดสอบแนวคิดกับตลาดจริงด้วยวิธีที่เร็วและถูก และ Cultivate ที่รักษาแบรนด์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ต้องวิวัฒนาการ

ZAG เจาะลึกที่ Discipline แรกคือ Differentiate โดยชี้ว่าในตลาดที่มีทางเลือกมาก การสร้างความแตกต่างแบบเดิมไม่เพียงพอ เพราะคู่แข่งสามารถลอกเลียนได้ง่าย สิ่งที่ต้องการคือ Radical Differentiation หรือการสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน หลักการคือ “เมื่อทุกคน Zig ให้แบรนด์ Zag” ไปคนละทาง ไม่ใช่ทำสิ่งเดียวกันให้ดีกว่าหรือถูกกว่า แต่ทำสิ่งที่คู่แข่งไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้

เครื่องมือหลักที่ใช้ค้นหา ZAG ของตัวเองคือ Onliness Statement ซึ่งเป็นประโยคที่บังคับให้แบรนด์เติมคำว่า Only ลงไป เช่น แบรนด์เราเป็น Category เดียวที่ให้ประโยชน์แบบนี้กับกลุ่มลูกค้านี้ ในบริบทนี้ ด้วยเหตุผลนี้ และวิธีนี้ ถ้าเติม Only ไม่ได้ แปลว่ายังไม่มี ZAG

ขั้นตอนการนำไปใช้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ Workshop ภายในใช้เวลาประมาณสองถึงสี่วันเพื่อเดินผ่าน 5 Disciplines และตกผลึก Onliness Statement ส่วนที่สองคือการแปลง ZAG ที่ได้ออกเป็นการออกแบบที่จับต้องได้ในทุก Touchpoint ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่สั้นและจดทะเบียนได้ ระบบภาพและบรรจุภัณฑ์ที่สื่อ Positioning ทันที ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ที่ตอกย้ำคำสัญญาเดิมซ้ำทุกจุด ตัวอย่างที่ Neumeier มักอ้างคือผู้ผลิตเก้าอี้สำนักงานที่ ZAG ออกจากกรอบฟองน้ำหนาด้วยโครงสร้างตาข่ายโปร่ง สร้างหมวดสินค้าใหม่ที่อุตสาหกรรมทั้งหมดต้องตามมา

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)

ข้อผิดพลาดแรกคือการทำให้ต่างเพียงผิวเผิน เปลี่ยนสีโลโก้หรือเปลี่ยนสโลแกน โดยที่ผลิตภัณฑ์และโครงสร้างการดำเนินงานไม่ได้ต่างจริง Radical Differentiation ที่แท้จริงต้องสะท้อนในระดับการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงในระดับการสื่อสาร

ข้อผิดพลาดที่สองคือการถอยกลับเมื่อผลทดสอบในช่วงแรกไม่ดี ZAG ที่ดีมักได้คำวิจารณ์เชิงลบในตอนแรก เช่น แปลก ประหลาด ไม่คุ้นเคย ผู้บริหารที่ตีความสัญญาณนี้ว่าเป็นปัญหามักถอยกลับไปเลือกตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า และลงเอยด้วย Offering ที่ไม่มีใครเกลียดแต่ก็ไม่มีใครจำได้

ข้อผิดพลาดที่สามคือการเขียน Onliness Statement ที่ใช้คำกว้างจนคู่แข่งสามารถอ้างได้เช่นกัน Statement ที่ดีต้องเฉพาะเจาะจงพอที่ไม่มีคู่แข่งสามารถพูดประโยคเดียวกันได้

ข้อผิดพลาดที่สี่คือการใช้ Focus Group แบบเดิมเพื่อทดสอบ ZAG เพราะลูกค้าทั่วไปเมื่อถูกถามว่าอยากได้อะไรมักตอบว่าอยากได้ของเดิมในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นสูตรของ Me-too Product ไม่ใช่ของ Radical Differentiation

ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการพยายามคงความเป็น Challenger หลังจากแบรนด์เติบโตจนกลายเป็นผู้นำตลาด โดยไม่ปรับวิธีดำเนินงาน เมื่อมีสิ่งที่ต้องเสียมากขึ้น ความกล้าในการ ZAG มักลดลง และแบรนด์จะค่อยกลายเป็นสิ่งที่ตนเคยท้าทาย

 

เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์

The Brand Gap และ ZAG เน้น Radical Differentiation ในขณะที่ Brand DNA Model มองตัวตนแบรนด์เป็นโครงสร้างทั้งหมด ทั้งสองทำงานเสริมกัน Onliness Statement จาก ZAG สามารถเป็น input ของ Positioning ใน Brand DNA Model

เมื่อเทียบกับ The Golden Circle ของ Simon Sinek ที่ให้พลังจากการสื่อสารระดับความเชื่อ ZAG ให้พลังจากการอยู่ในหมวดที่ไม่มีคู่เปรียบเทียบ ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ Why จาก Golden Circle อาจเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของ ZAG

เมื่อเทียบกับ Customer-Based Brand Equity (CBBE) ของ Kevin Lane Keller ที่วัดความแข็งแรงในใจลูกค้า ZAG บอกว่าควรสร้างความแตกต่างอย่างไร CBBE บอกว่าความแตกต่างนั้นถูกรับรู้แค่ไหนแล้ว

เมื่อเทียบกับ StoryBrand Framework (SB7) ของ Donald Miller ที่จัดโครงสร้างการเล่าเรื่อง ZAG ให้สาระของเรื่อง SB7 ให้รูปแบบของการเล่า

เมื่อเทียบกับ Challenger Brand Archetypes ของ Adam Morgan ที่เน้นท่าทีของแบรนด์ผู้ท้าชิง ZAG ใกล้เคียงในแง่ของการไม่ยอมเล่นเกมเดิม แต่ Challenger Archetypes ให้รูปแบบของท่าทีที่หลากหลายกว่า ส่วน Brand Personality Spectrum ของ Jennifer Aaker เจาะที่ Personality ในการสื่อสาร ไม่ทับซ้อนกับ Positioning ของ ZAG

 

เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ The Brand Gap และ ZAG

Framework นี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงค้นหา Product-market Fit เพราะการ Lock in radical position ในเวลาที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร จะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ที่ผิดทาง

Framework นี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่กฎระเบียบควบคุมแน่น เช่น ยาที่ต้องผ่านการรับรอง หรือบริการทางการเงินที่มีข้อบังคับเข้มงวด เพราะ Radical Differentiation มักต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการออกแบบที่ไม่อนุญาตในอุตสาหกรรมเหล่านี้

Framework นี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ผู้นำสูงสุดไม่พร้อมยอมรับความเสี่ยงของการตัดสินใจที่ดู Weird ในตอนแรก เพราะ ZAG ที่ดีมักได้คำวิจารณ์เชิงลบในช่วงแรก และการรักษาความแตกต่างต้องการความกล้าในระดับผู้บริหารสูงสุด

Framework นี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้า Commodity ที่ตัดสินใจซื้อด้วยราคาเป็นหลัก เพราะกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไม่ได้มองหาความแตกต่างในระดับที่ ZAG เสนอ

 

ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล

สำหรับธุรกิจดิจิทัล Onliness Statement ทำงานได้ดีในตลาดที่ผู้เล่นจำนวนมากนำเสนอ Feature คล้ายกัน ตัวอย่างเช่น เครื่องมือ Project Management ที่ตลาดมีทางเลือกหลายสิบเจ้า การพยายามแข่งด้วย Feature ที่มากกว่าหรือราคาที่ถูกกว่าเป็นเกมที่ใหม่ ๆ ต้องลงงบโฆษณามากขึ้นเพื่อให้ได้ลูกค้าเท่าเดิม

แต่หากแบรนด์เลือก ZAG ไปทางอื่น เช่น เป็นเครื่องมือเดียวที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับทีมที่ทำงานแบบ Asynchronous Work ข้ามหลาย Time Zone หรือเป็นเครื่องมือเดียวที่ไม่มี Notification ระบบใด ๆ เพื่อปกป้องสมาธิของผู้ใช้ จะสร้างหมวดในใจลูกค้าที่ไม่มีคู่เปรียบเทียบโดยตรง

การแปลง ZAG ออกเป็น Touchpoint ในธุรกิจดิจิทัลครอบคลุมตั้งแต่หน้า Landing Page ที่เปิดด้วย Onliness Statement การออกแบบ Onboarding ที่สอนวิธีทำงานในแบบที่แบรนด์เชื่อ ไม่ใช่เพียงสอนวิธีใช้เครื่องมือ การออกแบบ Pricing ที่สะท้อนความเชื่อ และการสื่อสารใน Community ที่เลือกพูดเรื่องที่แบรนด์อื่นไม่พูด

สำหรับธุรกิจดิจิทัลที่ขยายไปหลายตลาด ZAG ช่วยให้การปรับ Messaging ในแต่ละประเทศไม่หลงทาง เพราะ Onliness ที่ชัดเจนทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ว่าอะไรควรปรับและอะไรไม่ควรปรับ การมีเกณฑ์ร่วมแบบนี้ทำให้แบรนด์เคลื่อนตัวได้สอดคล้องแม้ทีมกระจายอยู่หลายประเทศ และในระยะ 3-5 ปี ส่วนต่างของต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ตามทันได้ยาก

คำถามที่พบบ่อย

The Brand Gap ต่างจาก ZAG อย่างไร?
The Brand Gap เป็นหนังสือเล่มแรกของ Neumeier ที่วางโครงของการสร้างแบรนด์ผ่าน 5 Disciplines ตั้งแต่ Differentiate จนถึง Cultivate ครอบคลุมภาพรวมของการสร้างแบรนด์ ในขณะที่ ZAG เป็นหนังสือต่อเนื่องที่เจาะลึกเข้าไปที่ Discipline แรกคือ Differentiation โดยเสนอแนวคิด Radical Differentiation และเครื่องมือ Onliness Statement
5 Disciplines ของ The Brand Gap มีอะไรบ้าง?
ประกอบด้วย Differentiate (สร้างความแตกต่างที่ป้องกันได้), Collaborate (ทำงานข้ามฝ่ายด้วยเป้าหมายเดียวกัน), Innovate (คิดใหม่ที่กล้าเสี่ยง), Validate (ทดสอบกับตลาดจริงแบบเร็วและถูก) และ Cultivate (ดูแลแบรนด์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ต้องวิวัฒนาการ) ทั้งห้าเรียงต่อกันเป็นลำดับ
Onliness Statement คืออะไรและเขียนอย่างไร?
Onliness Statement คือประโยคที่บังคับให้แบรนด์เติมคำว่า Only เพื่อระบุว่าตนเองเป็นแบรนด์เดียวที่ให้ประโยชน์แบบใดในหมวดไหน เขียนได้โดยตอบคำถามพื้นฐานว่าแบรนด์เป็นใคร ทำอะไร เพื่อใคร ที่ไหน ทำไม และอย่างไร ในลักษณะที่คู่แข่งไม่สามารถอ้างในข้อความเดียวกันได้
ทำไมการทดสอบ ZAG กับ Focus Group มักไม่ผ่าน?
เพราะลูกค้าทั่วไปเมื่อถูกถามว่าอยากได้อะไรมักตอบว่าอยากได้ของเดิมในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นสูตรของ Me-too Product ไม่ใช่สูตรของ Radical Differentiation โดย ZAG ที่ดีมักได้คะแนน Different ในรูปของคำวิจารณ์เชิงลบในตอนแรก ผู้บริหารที่ตีความสัญญาณนี้ว่าเป็นปัญหามักถอยกลับไปเลือกตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

Share

เขียนโดย
Digital Marketer

ฉัตริน อินทร์เมือง