วิธีคิด

Business

เมื่อ Workflow ในธุรกิจเปลี่ยน Digital Product ก็ต้องเปลี่ยนตาม

<p>เมื่อ Workflow ในธุรกิจเปลี่ยน Digital Product ก็ต้องเปลี่ยนตาม</p>

Workflow และ Digital Product เชื่อมกันโดยตรง เมื่อกระบวนการทำงานภายในองค์กรเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย การปรับขั้นตอนอนุมัติ หรือการรวมฝ่ายที่เคยทำงานแยกกัน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบหลังบ้านก็จำเป็นต้องปรับตาม เพื่อให้รองรับการทำงานใหม่และตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Workflow คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ Digital Product อย่างไร

กระบวนการทำงาน (Workflow) หมายถึงลำดับขั้นตอนการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนจบ โดยระบุแนวทางและผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน การวางแผนที่เป็นระบบนี้จะช่วยลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายหลักของธุรกิจ

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว การปรับปรุง Business Process ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนา Digital Product ขององค์กร Workflow ที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

 

ประโยชน์ของการปรับปรุงกระบวนการทำงาน

การปรับปรุง Workflow อย่างเป็นระบบให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนองค์กรด้วยการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก, การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการให้การบริหารและตรวจสอบงานเป็นระบบมากขึ้น, การลดเวลาในการดำเนินการให้แต่ละขั้นตอนรวดเร็วขึ้น, การลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์โดยเฉพาะในส่วนการกรอกข้อมูล และการอำนวยความสะดวกในการอนุมัติอัตโนมัติที่ทำให้กระบวนการส่งต่อเอกสารเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอคนกดอนุมัติทีละขั้น

 

ผลกระทบต่อ Digital Product ของธุรกิจ

เมื่อ Workflow ได้รับการปรับปรุง Digital Product ขององค์กรจะได้รับประโยชน์ใน 3 มิติหลัก

การพัฒนาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: Workflow ที่ชัดเจนช่วยให้ทีมพัฒนาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้า และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว เพราะทุกคนในทีมรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบส่วนไหนและต้องส่งต่องานให้ใคร

คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น: การลดข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานส่งผลให้ Digital Product มีคุณภาพสูงขึ้นและตรงตามความต้องการของลูกค้า เพราะ Requirement ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทำให้ทีมพัฒนาไม่ต้องกลับมาแก้ไขซ้ำ

การตอบสนองต่อความต้องการของตลาด: Workflow ที่ยืดหยุ่นช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดได้อย่างรวดเร็ว

 

ตัวอย่างการนำ Workflow เข้ามาใช้ในภาคธุรกิจ

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับ Workflow โดยเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์และ LINE OA เข้ามาพร้อมกัน ส่งผลให้ระบบ CRM ต้องพัฒนาเพิ่มเติมหลายส่วน เช่น การเพิ่ม Integration กับช่องทางใหม่เพื่อให้ Lead ทุกช่องทางไหลเข้าระบบเดียวกัน, การเพิ่มฟิลด์ Lead Source เพื่อให้ทีมขายรู้ว่าลูกค้าแต่ละรายมาจากช่องทางไหน และการปรับ UI ของระบบให้แสดงประวัติการสนทนาจากทุกช่องทางในหน้าเดียว

การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า: การเพิ่มช่องทางการติดต่อ เช่น คอลเซ็นเตอร์ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ ทำให้ต้องพัฒนา UI และ UX ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละช่องทาง เนื่องจากรูปแบบการใช้งานและความคาดหวังของผู้ใช้ในแต่ละช่องทางแตกต่างกัน

การร่วมมือระหว่างฝ่ายขายและการตลาด: การวิเคราะห์ข้อมูลโครงการและสร้างช่องทางการขายบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน จำเป็นต้องปรับปรุงระบบ CMS และฟังก์ชันการตลาดดิจิทัล เพื่อให้ทีมงานสามารถอัปเดตข้อมูล เนื้อหา และโปรโมชันได้อย่างรวดเร็ว รองรับการทำงานที่ต้องการความคล่องตัวมากขึ้น

การบริการหลังการขาย: การนำเสนอบริการหลังการขายและวิเคราะห์ผลในระบบ CRM ทำให้ต้องเชื่อมต่อระบบ CRM กับ Digital Product เพื่อให้ข้อมูลลูกค้าและประวัติการบริการถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และช่วยให้การติดตามดูแลลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ธุรกิจ Retail ที่ขยายสู่ Online

ธุรกิจ Retail ที่เคยขายหน้าร้านอย่างเดียว เมื่อเพิ่มช่องทาง Online Order เข้ามา Workflow ของการจัดการสต็อกและการจัดส่งเปลี่ยนทันที ส่งผลให้ Digital Product ต้องพัฒนาระบบ Inventory Management ที่อัปเดตสต็อกแบบ Real-time ทั้งช่องทาง Online และ Offline พร้อมกัน รวมถึงระบบ Order Management ที่แสดงสถานะคำสั่งซื้อให้ลูกค้าตรวจสอบได้เอง เพื่อลดภาระทีม Customer Service

 

การปรับปรุง Workflow ของธุรกิจมีผลโดยตรงต่อการพัฒนา Digital Product การจัดการกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อกระบวนการทำงานเปลี่ยน Digital Product ขององค์กรไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันก็จำเป็นต้องปรับตามเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่

คำถามที่พบบ่อย

Workflow คืออะไร และต่างจาก Business Process อย่างไร?
Business Process คือภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมดที่ทำให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย ส่วน Workflow คือลำดับขั้นตอนที่เจาะจงกว่า โดยระบุว่าใครทำอะไร เมื่อไหร่ และส่งต่อให้ใครในแต่ละขั้นตอน Workflow จึงเป็นการนำ Business Process มาแปลงเป็นแผนปฏิบัติงานที่ทีมสามารถใช้งานได้จริง
เมื่อ Workflow เปลี่ยน Digital Product ต้องปรับอะไรบ้าง?
ขึ้นอยู่กับว่า Workflow เปลี่ยนในส่วนไหน แต่โดยทั่วไปมักกระทบ 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มหรือเชื่อมต่อช่องทางใหม่ (Integration), การปรับ UI/UX ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานใหม่ และการปรับระบบหลังบ้านเช่น CRM, CMS หรือ Inventory ให้รองรับข้อมูลและกระบวนการที่เปลี่ยนไป
ธุรกิจควรเริ่มปรับปรุง Workflow จากจุดไหนก่อน?
ควรเริ่มจากจุดที่เกิดปัญหาบ่อยที่สุดหรือใช้เวลานานที่สุด เช่น ขั้นตอนที่ต้องรอการอนุมัติหลายชั้น หรืองานที่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำในหลายระบบ การแก้จุดคอขวดเหล่านี้มักให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนและรวดเร็ว ก่อนขยายไปปรับ Workflow ในส่วนอื่น
การปรับ Workflow ส่งผลต่อ UX ของ Digital Product อย่างไร?
Workflow ที่ชัดเจนช่วยให้ทีม UX ออกแบบ Interface ได้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น เพราะรู้ว่าผู้ใช้ในแต่ละ Role ต้องทำอะไรในแต่ละหน้า ในทางตรงข้าม หาก Workflow ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก มักทำให้ต้องกลับมาแก้ Design หลังจาก Development เริ่มไปแล้ว ซึ่งเสียทั้งเวลาและงบประมาณ

Share

เขียนโดย
UI/UX Designer

ภาวิณี เกิดทอง